



ยุคนี้สมัยนี้อะไรๆ ก็รวดเร็วไปหมด เรื่องซื้อขายสินค้าก็เหมือนกัน จากที่เคยไปเดินห้างช้อปปิ้งก็เปลี่ยนมาซื้อของบนอินเตอร์เน็ตเเทน ซึ่งการซื้อขายสินค้าแบบนี้ก็ต้องมาลุ้นกันหน่อยว่าจะได้ของมั้ย ของที่ได้มาจะตามมาตรฐานหรือเปล่า จะถูกหลอกมั้ย หลายหลายปัญหาปวดหัวที่ผู้คนจากโลกช้อปปิ้งออนไลน์ต้องเจอ พอเกิดปัญหาขึ้นคิดจะฟ้องศาลก็ดูจะยุ่งยาก เสียทั้งเวลา ทั้งเงิน
ศาลยุติธรรมจึงได้เสนอกฎหมายเพื่ออุดช่องว่างเหล่านี้ และได้รับอนุมัติใช้เป็นกฎหมายได้ เรียกว่า “พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค” ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2551 เรียกกันอย่างย่อๆ ว่า “กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค”
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการบริโภคสินค้าหรือบริการ ซึ่งคู่ความแต่ละฝ่ายมีอำนาจต่อรองไม่เท่าเทียมกัน เพื่อให้การฟ้องคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และเป็นการรักษาสิทธิ์ของผู้บริโภคที่รัฐไม่อาจให้การดูแลได้ทั่วถึง
เจตนารมณ์ของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคก็คือให้การดำเนินคดีรวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย และภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ผลิตหรือขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ผลของคำพิพากษาก็มีผลไปถึงผู้ได้รับความเสียหายคนอื่นที่มีลักษณะคดีคล้ายกัน นอกจากนั้นศาลยังมีอำนาจพิพากษาในเชิงลงโทษผู้ประกอบธุรกิจได้อีกด้วย คดีผู้บริโภคมีอะไรแตกต่างจากคดีปกติทั่วไป มาลองดูแบบรวมๆ กัน
“คดีผู้บริโภค” คือคดีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บริโภค หรือ End User ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ หากกรณีผู้ประกอบธุรกิจฟ้องกันเองก็ไม่เป็นคดีผู้บริโภค เช่น ผู้ซื้อประกอบธุรกิจในการซื้อห้องชุดให้เช่า อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจด้วย ถ้าจะฟ้องผู้ขายก็ต้องฟ้องเป็นแบบคดีธรรมดา ถ้าเป็นคดีที่ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในโครงการจัดสรรต่างๆ เพื่ออยู่อาศัยเอง หรือคดีที่ซื้อของทางอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้เองก็เป็นคดีผู้บริโภคเช่นกัน
ผู้บริโภคสามารถฟ้องได้ โดยไม่ต้องมีทนายความ เพียงเเค่เดินไปที่ศาลในเขตอำนาจของภูมิลำเนาพร้อมหลักฐานต่างๆ เท่าที่มี เช่น สัญญาที่ทำ แผ่นพับโฆษณา หรือภาพถ่าย ฯลฯ แล้วติดต่อเจ้าพนักงานคดีซึ่งแต่งตั้งโดยศาลนั้นๆ จะเป็นผู้ร่างคำฟ้องให้เสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลเลย สะดวกรวดเร็วดีมากครับ อย่างไรก็ตามหากผู้บริโภคประสงค์จะแต่งตั้งทนายความฟ้องเองก็สามารถทำได้ตามปกติครับ
ทุนทรัพย์ที่ฟ้องเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะรู้ว่า..เราจะไปศาลไหน หากเราเรียกร้องให้อีกฝ่ายชดใช้ไม่เกิน 300,000 บาทก็ไปศาลแขวง เกินกว่านั้นก็ไปศาลจังหวัด โดยปกติก็จะอยู่ในบริเวณเขตศาลเดียวกันนั่นเอง
เมื่อได้รับคำฟ้องแล้ว ศาลจะนัดอีกฝ่ายมาพบกันไม่เกิน 30 วัน เพื่อให้คดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เป็นการเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค แต่บางศาลที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่มาก เพราะจำนวนผู้พิพากษาไม่เพียงพอในการพิจารณาคดี ก็อาจนัดพิจารณาเกินกว่านี้บ้างเล็กน้อยจ้า
เมื่อถึงวันนัดพิจารณาครั้งแรกศาลจะทำการไกล่เกลี่ยให้ก่อน กรณีตกลงกันได้ก็สามารถทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แล้วศาลจะมีคำพิพากษาตามที่ตกลงกัน แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็เป็นขั้นตอนของการสืบพยาน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่าเป็นไปตามที่ผู้บริโภคฟ้องหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ภาระการพิสูจน์จะตกแก่ฝ่ายผู้ผลิตหรือขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวสินค้าอยู่กับฝ่ายผู้ผลิตหรือขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องไปหาข้อเท็จจริงตรงนี้ มีอยู่มากที่คดีของผู้บริโภคสมควรจะชนะ แต่เนื่องจากหาข้อเท็จจริงตรงนี้มาไม่ได้ ทำให้ต้องพลาดโอกาสไป กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจึงกำหนดให้หน้าที่นำสืบอยู่กับฝ่ายดังกล่าว การสืบพยานจึงง่ายมากขึ้น
เรื่องของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่จบเพียงเท่านี้นะจ๊ะ ยังมีอีกหลายเรื่องเลย คราวหน้ามาว่ากันตาอจ้า แต่ก่อนจากเรามีสรุปเรื่องคดีผู้บริโภคมาให้กันแบบชัดๆ ข้างล่างนี้เลย
