สำรวจความพร้อม ก่อนคิดจะกู้ซื้อบ้าน !!

   ใครที่เตรียมตัวจะยื่นกู้ซื้อบ้าน  อาจจะกำลังหนักอกหนักใจกับข่าวตัวเลขการถูกปฎิเสธการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น   แต่ปัญหานี้จะหมดไปถ้าได้ทำตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้  โดยให้เริ่มจากการสำรวจความพร้อมก่อนจะตัดสินใจจอง-ซื้อบ้าน ดังนี้   

   -หน้าที่การงานและรายได้  มีความมั่นคงดีพอที่จะผ่อนบ้านไปจนครบสัญญาหรือไม่   

   -มั่นใจว่าจะสามารถผ่อนชำระค่าบ้านได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนหรือไม่  

   -สามารถควบคุมรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนได้หรือไม่  

   -เมื่อรวมเงินผ่อนชำระค่าบ้านกับรายจ่ายอื่นๆ  อาทิ  ผ่อนรถ, ผ่อนมือถือ ฯลฯ ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้  

   -มีเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉิน(ตกงาน, ถูกเลิกจ้าง, เจ็บป่วย-อุบัติเหตุ) 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน(รวมเงินผ่อนบ้านด้วย)

   -มีประวัติทางการเงินที่ดี  ไม่เคยติดค้างชำระหนี้ใดๆ   -เตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว  เช่น  ค่ามัดจำ, ค่าทำสัญญา,เงินดาวน์(10-20% ของราคาบ้าน), เงินกองทุนส่วนกลางล่วงหน้า 1 ปี, ค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ (ค่าโอน, ค่าจดจำนอง,อากร, ค่าธรรมเนียมอื่นๆ)

   -งบประมาณสำหรับการย้านเข้าไปอยู่บ้านใหม่  (เฟอร์นิเจอร์, ของตกแต่งบ้าน, เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ)  

   หากได้คำตอบว่า “พร้อม” ในทุกข้อแล้ว  ขั้นตอนต่อไป คือ การตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร  ซึ่งสามารถขอตรวจสอบได้ตามสถานที่ที่ระบุไว้ใน  www.ncb.co.th?  โดยใช้หลักฐานในการตรวจสอบเครดิตบูโร คือ บัตรประชาชน หรือ หนังสือเดินทาง?ของผู้กู้  โดยในรายงานข้อมูลเครดิตจะมีการบันทึกและจัดเก็บวงเงินยอดหนี้คงค้าง รวมถึงประวัติการผิดนัดชำระในแต่ละสิ้นเดือนย้อนหลังไม่เกิน 36 เดือน  ซึ่งถ้าประวัติการชำระหนี้ดี  ไม่เคยมีการค้างชำระเลย  ย่อมทำให้เครดิตของผู้กู้ดีตามไปด้วย

   เมื่อตรวจสอบประวัติทางการเงินหรือตรวจเครดิตบูโรแล้ว  ไม่มีประวัติเสียหรือค้างชำระหนี้แต่อย่างใดแล้ว  คราวนี้ต้องมาดูที่คุณสมบัติเบื้องต้น  โดยเฉพาะในเรื่องของอาชีพผู้กู้  ซึ่งแต่ละอาชีพก็มีความเสี่ยงที่จะกู้ไม่ผ่านแตกต่างกันออกไป  ขึ้นอยู่กับนโยบายการปล่อยสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงินที่จะพิจารณา  

   กรณีกลุ่มผู้ที่มีอาชีพประจำ  ทำงานบริษัท  เงินเดือนผ่านสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร  หรือเรียกกันง่ายๆว่าเป็นมนุษย์เงินเดือน  ถือว่าเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีความมั่นคงเรื่องรายได้ในระดับหนึ่ง  แต่ปัญหาใหญ่ที่คนกลุ่มนี้มักกู้ไม่ผ่าน คือ การมีภาระหนี้มากเกินไป  โดยสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะกำหนดให้ผู้กู้มีภาระหนี้ทั้งหมดต่อรายได้ประมาณ 40-50% เท่านั้น

   ยกตัวอย่างเช่น  ถ้ามีรายได้เดือนละ  20,000 บาทต่อเดือน  50% ของรายได้ก็เท่ากับ 10,000 บาท  ควรจะเลือกซื้อบ้านในระดับราคา 1 ล้านบาทนิดๆ  ( วงเงินกู้ 1 ล้านบาท  จะต้องผ่อนชำระเดือนละประมาณ  6,500-7,000 บาทต่อเดือน) แต่ถ้ามีภาระหนี้อย่างอื่นอยู่ก่อนแล้ว  ก็จะถูกหักออกไปอีก  ความสามารถในการผ่อนชำระก็จะลดลง  ราคาบ้านที่จะซื้อได้ก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นต้องเลือกซื้อบ้านที่เหมาะสมกับรายได้ของเราด้วย  

   นอกจากนี้  หากใครที่ไม่เคยเป็นหนี้  ไม่เคยผ่อนชำระสินค้าใดๆ(ผ่านบัตรเครดิต)เลย  ก็เป็นการยากที่สถาบันการเงินจะรู้ว่ามีวินัยทางการเงินเป็นอย่างไร  จึงควรมีบัตรเครดิตไว้สัก 1 ใบ  เพื่อฝึกวินัยในการผ่อนชำระหนี้ให้สถาบันการเงินเห็นว่ามีวินัยทางการเงินที่ดี มีการผ่อนชำระตรงตามกำหนดและสม่ำเสมอ   

   ส่วนกลุ่มที่ประกอบอาชีพอิสระ, ทำธุรกิจส่วนตัว, ค้าขายหาบเร่-แผงลอย-ค้าขายออนไลน์, ขับแท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์  หรืองานรับจ้างต่างๆ (ฟรีแลนซ์)  ซึ่งรายได้ไม่ผ่านระบบบัญชีเงินฝากธนาคาร ควรเริ่มต้นจากการสร้างความน่าเชื่อถือของรายได้  ด้วยการนำเงินเข้าบัญชีย้อนหลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 1-2 ปี จากนั้นให้พิจารณาราคาของบ้านที่จะซื้อ  ควรสอดคล้องกับยอดเงินคงเหลือในบัญชี  เช่น  หากจะกู้ซื้อคอนโดฯหลักล้านกว่าบาท  แต่มีเงินเหลือในบัญชีแต่ละเดือนแค่หลักพันหน่อยๆ  ก็คงกู้ไม่ผ่าน  หรืออย่างน้อยต้องมีเงินออมขั้นต่ำ 10-15 %  ของราคาบ้านที่จะซื้อ

   หากมีเงินออมในบัญชีไม่มาก เพราะนำไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ก็ต้องแสดงรายการของการใช้จ่ายเงินประกอบด้วย เช่น เงินฝากแบบประจำ เงินลงทุนในกองทุนรวมทั้ง LTF RMF กองทุนตราสารหนี้ เงินลงทุนในหุ้นต่างๆ ฯลฯ ประวัติทางการเงิน โดยทุกธนาคารสามารถตรวจสอบประวัติทางการเงินของผู้กู้ได้จากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร)  ซึ่งมีข้อมูลย้อนหลังไปได้ถึง 3 ปี   

   ถ้าคิดว่ายื่นกู้เพียงคนเดียวดูแล้วรายได้ไม่เพียงพอต่อการซื้อบ้านแน่  หรือต้องการซื้อบ้านในราคาที่สูงเกินความสามารถในการชำระหนี้  ก็ต้องหาผู้กู้ร่วม  ซึ่งสถาบันการเงินจะมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้กู้ร่วมไว้คล้ายๆกัน คือ ผู้กู้ร่วมต้องมีสายโลหิตเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เช่น ผู้ที่มีนามสกุลเดียวกัน อาจเป็นสามีภรรยา พี่น้อง พ่อ/แม่กับลูก รวมทั้งเป็นญาติกันโดยมีนามสกุลเดียวกัน,  พี่น้องท้องเดียวกันแต่คนละนามสกุล ต้องแสดงทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรระบุว่าพ่อแม่เดียวกัน  หรือในกรณีสมรสไม่จดทะเบียน ต้องแสดงหลักฐาน เช่น ภาพถ่ายงานแต่ง การ์ดแต่ง หรือการมีบุตรร่วมกัน  นอกจากนี้ ยังอาจกำหนดจำนวนของผู้กู้ร่วมไว้ เช่นกู้ร่วมได้ไม่เกิน 2 หรือ 3 คน เป็นต้น  

   แต่การจะเลือกให้ใครมากู้ร่วมนั้น  ควรดูทั้งเรื่องของรายได้,หน้าที่การงานว่ามั่นคงหรือไม่ ยิ่งเป็นข้าราชการ, พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือประกอบอาชีพพิเศษ(แพทย์, วิศวกร, พยาบาล,นักบิน ฯลฯ) ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกู้ได้มากขึ้น   

   อย่างไรก็ตาม  ในสถานการณ์ปัจจุบันก่อนจะยื่นกู้เพื่อซื้อบ้าน  หากเลือกสถาบันการเงินที่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อที่สอดคล้องกับอาชีพและรายได้ของตัวเรา  รวมทั้งงดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็นลง  ก็จะทำให้มีโอกาสกู้ผ่านได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

   ติดตามข่าวสารสินเชื่อและวิธีการยื่นขอสินเชื่อต่างๆ ได้ที่ => https://www.home.co.th/hometips/list/85

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง