กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์
เป็นบริษัทอสังหาฯ นอกตลาดที่กำลังมาแรง หลังจากเข้ามาบุกตลาดอสังหาฯ เต็มตัวได้แค่ 5 ปี แต่ได้เปิดตัวโครงการไปแล้วถึง 19 โครงการทั้งแนวราบและแนวสูง พร้อมกับตั้งเป้าจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปี 2562 ทำให้หลายๆ คนจับจ้องไปที่ “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” CEO กลุ่มแอสเซทไวส์ ที่มีวิสัยทัศน์ไกลมองเกมขาดและอ่านความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ทะลุ สามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงใจผู้ซื้อ
จากมนุษย์เงินเดือนสู่นักธุรกิจอสังหาฯ มืออาชีพ
กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ที่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานกินเงินเดือนสายงานวิศวกรในยุควิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 แต่กลับมีความสนใจในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาฯ เพราะครอบครัวทำธุรกิจด้านรับเหมาก่อสร้าง ส่วนตัวเองนั้นก็เรียนมาทางด้านวิศวกรรมโยธาและการบริหารธุรกิจก่อสร้าง จนในที่สุดก็ได้ออกมาทำธุรกิจอสังหาฯ ร่วมกับเพื่อน เริ่มต้นจากการกู้เงินธนาคารไปซื้อทาวน์เฮ้าส์จากโครงการขายไม่ดีหรือค้างสต็อก แล้วนำมารีโนเวทลงประกาศขายใหม่ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับค่อนข้างดี หลังจากนั้นจึงได้ลงทุนพัฒนาโครงการแนวราบเพื่อขายอย่างจริงจังในโซนรามอินทราตั้งแต่ปี 2547
ก่อนจะขยับขยายมาจับตลาดคอนโดฯ โดยร่วมทุนกันจัดตั้งบริษัท 39 เอสเตท จำกัด เปิดตัวโปรเจ็กต์แรก “บีแคมปัส คอนโด” ย่านประชาชื่น-พงษ์เพชร เป็นคอนโดโลว์ไรส์ 8 ชั้น 200 กว่ายูนิต และในปี 2556 ก็ได้เปิดบริษัทอสังหาฯ เป็นของตัวเอง ประเดิมโครงการแรกชื่อว่า “โมดิซ ลาดพร้าว 18” หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาโครงการประเภทอาคารชุดเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่องและหลากหลายแบรนด์
โดยโครงการส่วนใหญ่จะเกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต มีทั้งโครงการโมดิซ สเตชั่น, โมดิซ อินเตอร์เชนจ์ และโซนรัชดาฯ-ลาดพร้าว ซึ่งได้เปิดตัวโครงการไปแล้ว 5 โครงการ อยู่ในซอยรัชดาฯ 32, โชคชัย 4, ลาดพร้าว 71 และห้วยขวาง โดยเฉพาะในปี 2560 ที่ผ่านมาได้ลงทุนเปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุดถึง 7 โครงการ มูลค่ารวม 4,400 ล้านบาท
นอกเหนือจากสินค้าหลักอย่าง “คอนโดมิเนียม” ที่สร้างชื่อให้กับกลุ่มแอสเซทไวส์แล้ว ในด้านของบ้านแนวราบก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโปรดักต์ที่กรมเชษฐ์ให้ความสนใจและมีความเชี่ยวชาญ เพราะมีประสบการณ์ทำบ้านแนวราบมาก่อน เปิดตัวโครงการแรก “The Honor ลาดพร้าว 81” ก็จับตลาดบ้านหรูดีไซน์สะดุดตา ขนาด 3 ชั้น 12 ยูนิต แม้ราคาเปิดตัวจะสูงถึง 25 ล้านบาท แต่ได้รับการตอบรับดีจนขายหมดในเวลาไม่นาน จนถึงตอนนี้กลุ่มแอสเซทไวส์ได้เปิดตัวบ้านแนวราบไปแล้วถึง 5 โครงการทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม
ทุกขั้นตอนต้องเป็นมืออาชีพเพิ่มคุณภาพงานก่อสร้าง-ลด Zero Defects
แม้จะเป็นบริษัทเล็กๆ ที่ใช้เวลาเติบโตในธุรกิจคอนโดฯ ได้ไม่นาน แต่กลับสร้างชื่อทั้งแบรนด์สินค้าและคุณภาพสินค้า จนได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนซื้อที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงาน เพราะบริษัทจะไม่ปัดความรับผิดชอบในเรื่องของคุณภาพงานก่อสร้างทั้งก่อนโอนและหลังโอน โดยมีแผนกควบคุมคุณภาพหรือ QC ตั้งแต่ผู้รับเหมาจะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพก่อน ขั้นตอนที่ 2 จะเป็นบริษัทคอนซัลต์ตรวจสอบ และขั้นตอนสุดท้ายเป็นทีมงาน QC ของบริษัทตรวจสอบอีกรอบก่อนส่งมอบห้องชุดให้กับลูกค้า
กรมเชษฐ์บอกว่า โปรดักต์อสังหาฯ มีเรื่องจุกจิกที่ลูกค้าร้องเรียนค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นบ้านราคาแพง ห้องชุดราคาตารางเมตรละแสนกว่าบาทก็ยังมีเรื่องร้องเรียนตลอดเวลา ดังนั้น Key Success ในการทำธุรกิจอสังหาฯ จึงขึ้นอยู่กับการคัดเลือกบริษัทรับเหมาก่อสร้างว่ามีความเป็นมืออาชีพมากน้อยแค่ไหน โดยได้ว่าจ้างบริษัท วิศวภัทร์ จำกัด เข้ามารับงานก่อสร้างคอนโดให้กับบริษัท
เพราะการเลือกใช้ผู้รับเหมารายใหญ่ทำให้คุณภาพของงานก่อสร้างดีขึ้น และช่วยลด Zero Defects ได้เยอะ เนื่องจากผู้รับเหมารายใหญ่จะมี KPI ในการตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้าง เพื่อให้ห้องชุดที่ส่งมอบทุกห้องไม่มี Defect หรือมีน้อยที่สุด ขณะที่บริษัทก็มีทีมงาน QC ตรวจมอบงานก่อสร้างก่อนจะส่งมอบไปถึงมือลูกค้า
“การทำธุรกิจอสังหาฯ อย่าไปประหยัดราคาค่าก่อสร้างกับผู้รับเหมา และต้องเลือกผู้รับเหมาที่เป็นมืออาชีพและมีคุณภาพ โดยเฉพาะคอนโดที่มีมูลค่าโครงการค่อนข้างสูงระดับพันล้าน ดีเวลลอปเปอร์ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาท หากงานก่อสร้างล่าช้าไป 2-3 เดือนก็เท่ากับว่าเราเสียหายไป 2-3 ล้านบาทแล้ว”
![กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กล้าคิดกล้าทำ ปั้น “แอสเซทไวส์” เป็นมหาชน กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กล้าคิดกล้าทำ ปั้น “แอสเซทไวส์” เป็นมหาชน]()
ลูกค้ามีความสุข พนักงานก็ต้องมีความสุข
นอกจากนี้แอสเซทไวส์ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบค่อนข้างมาก เพื่อให้ฟังก์ชั่นห้องชุดได้ประโยชน์ใช้สอยสูงสุดคุ้มค่ากับเงินที่ลูกค้าจ่ายไปทุกบาท โดยโครงการใหม่ที่เปิดตัวแม้จะเป็นแบรนด์เดียวกันและแปลนห้องแบบเดียวกัน แต่ฟังก์ชั่นภายในห้องชุดจะต้องตกแต่งให้ต่างกันตามเทรนด์ในช่วงนั้นๆ
รวมถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพของลูกบ้าน เพราะกลุ่มลูกค้าหลักเป็นคนวัยทำงาน ล่าสุดได้เปิดตัว Health Solution ซึ่งถือเป็น DNA ที่ให้ทีมงานช่วยกันคิดตั้งแต่เริ่มต้นก่อนจะก่อสร้างโครงการว่า คอนโดของแอสเซทไวส์จะมีอะไรที่แตกต่างจากคอนโดทั่วไป เริ่มตั้งแต่การออกแบบ Facility ภายในโครงการทั้งหมด เช่น สระว่ายน้ำ จะต้องใช้งานได้จริงและว่ายน้ำได้จริง ไม่ใช่สระแช่น้ำ ขนาดห้องขนาด 23 และ 25 ตารางเมตร ฟังก์ชั่นที่เพิ่มขึ้นมาจะใช้ประโยชน์แบบไหน การจัดวางเตียงนอน หน้าต่างจะต้องสัมพันธ์กับทิศทางลม
นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับสตาร์ทอัพ “MEiD” ที่มีความชำนาญด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับการแพทย์ออกแบบนาฬิกาสายรัดข้อมือ Smart Watch สำหรับใช้ออกกำลังกายในฟิตเนส เช่น ดูการเต้นของหัวใจ รวมทั้งยังเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันเพื่อกดปุ่มขอความช่วยเหลือจาก รปภ.ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมกับจัดอบรมเทรนนิ่ง CPR ให้กับนิติบุคคลและ รปภ.ของแอสเซทไวส์ทุกโครงการ เพื่อเข้าช่วยเหลือลูกค้าเบื้องต้นได้ก่อน
ส่วนการดูแลพนักงานของบริษัท กรมเชษฐ์เลือกตำแหน่งที่ตั้งของออฟฟิศอยู่ถนนรามอินทรา และรับพนักงานประจำที่อยู่ในพื้นที่เป็นหลักกว่า 60% จากจำนวนพนักงานประจำทั้งหมด 130-140 คน เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาในการเดินทางเหมือนกับคนที่ทำงานในเมือง นอกจากนี้ยังสร้างสิ่งแวดล้อมของที่ทำงานให้น่าอยู่เพื่อให้พนักงานมีความสุข ตามคอนเซ็ปต์ “Happiness of Living” ภายในออฟฟิศจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ให้ครบ โดยเฉพาะตัวออฟฟิศดีไซน์ให้เป็นตู้คอนเทนเนอร์วางเชื่อมต่อกัน ส่วนภายในออฟฟิศก็มีทั้งห้องฟิตเนส ห้องเกม ห้องสัมมนา และสวนพักผ่อนไว้ให้พนักงานโดยเฉพาะ
สร้างแบรนด์โปรดักต์ตามคาแรกเตอร์ “ลูกค้า”
นอกเหนือจากงานก่อสร้างที่ได้คุณภาพแล้ว กลุ่มแอสเซทไวส์ยังให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจว่าผู้บริโภคสนใจอะไร มีไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร โดยมองว่าคอนโดเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ต้องเปลี่ยนไปตามอารมณ์และช่วงเวลา
ดังนั้นเจ้าของแบรนด์จะต้องทำสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง โดยบริษัทจะแบ่งกลุ่มสินค้าตามไลฟ์สไตล์แบรนด์ เช่น แบรนด์บราวน์จะเป็นสไตล์ลักซูรี่วินเทจ ส่วนแบรนด์โมดิซจะเป็นสไตล์โมเดิร์น แบรนด์แอทโมซจะใช้กับโครงการขนาดใหญ่ที่มีหลายตึกอยู่ในโครงการเดียวกัน รูปแบบจะเป็นสไตล์รีสอร์ทหรือ “Urban Refresh” แบรนด์วินน์เป็นสไตล์ Eco-living เน้นแนว Green การประหยัดพลังงาน การตกแต่งจะใช้โทนสีเขียวและขาว
“หลายคนอาจจะมองว่าการเปิดตัวแบรนด์ใหม่หลายๆ แบรนด์จะทำให้คนซื้อจำชื่อยากและทำการตลาดได้ยาก แต่ผมกลับมองว่าการแตกแบรนด์ใหม่ๆ ให้ตรงกับจริตและความชอบของลูกค้าจะทำให้ขายได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นการตอบสนองคาแร็กเตอร์ของกลุ่มลูกค้า คล้ายๆ กับการช้อปปิ้งในห้างเดียวกันแต่ก็มีสินค้าหลากหลายแบรนด์ ร้านอาหารหลากหลายสไตล์ให้เลือกตามความชอบของลูกค้า”
ส่วนทำเลสินค้าคอนโดของแอสเซทไวส์ส่วนใหญ่เกาะกลุ่มอยู่ในโซน Suburban แต่ก็ยังไม่ไกลจากย่าน CBD เช่น โซนรัชดาฯ ลาดพร้าว หรือพหลโยธิน ยกตัวอย่างโซนโชคชัย 4 ที่ตั้งอยู่บนถนนลาดพร้าว ถือเป็นชุมชนดั้งเดิมขนาดใหญ่ที่มีทั้งที่อยู่อาศัยและแหล่งงานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
กางแผนปี’62 แปลงสภาพเป็น “มหาชน”
ด้านแผนการลงทุนธุรกิจอสังหาฯ นั้นได้วางแผนการทำธุรกิจออกเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ Survive หรือการอยู่รอด เน้นการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนที่ 2 คือ Stable (ความมั่นคง) คือการเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น และขั้นตอนสุดท้าย Synergy หลังจากเข้าตลาดไปแล้จะมองหาช่องทางการลงทุนอื่นๆ เพิ่ม ทั้งธุรกิจให้เช่าและธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจโรงแรม โครงการแบบมิกซ์ยูสหรือคอมมูนิตี้มอลล์
ซึ่งตอนนี้ได้ผ่านขั้นตอน Survive ไปแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนของ Stable โดยวางเป้าหมายจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปี 2562 คาดว่าจะพร้อมเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ดังนั้นในปีนี้จะเป็นการดำเนินการด้านเอกสารทั้งหมด
ส่วนเหตุผลที่ต้องเข้าตลาดหุ้นก็เพื่อระดมทุนได้มากขึ้นสำหรับนำไปใช้ในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยเฉพาะการซื้อที่ดินในทำเลที่อยู่ในโซนชุมชนเมืองซึ่งมีราคาแพง การเข้าตลาดหลักทรัพย์จึงเป็นช่องทางหนึ่งในการระดมทุนเพื่อนำไปใช้ซื้อที่ดินในทำเลที่ดีได้ โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท
“การเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นการเพิ่มสแตนดาร์ดให้กับบริษัท เพราะอาชีพหลักของเราคือการทำโครงการอสังหาฯ และตั้งใจที่จะทำของดีมาให้ผู้ซื้อ ดังนั้นช่วงแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ก็คงจะค่อยๆ ตั้งหลักและพัฒนาโครงการไปตามเดิม โดยยังคงโฟกัสไปที่ตลาดคอนโดเป็นหลักในราคาที่จับต้องได้”
![กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กล้าคิดกล้าทำ ปั้น “แอสเซทไวส์” เป็นมหาชน กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กล้าคิดกล้าทำ ปั้น “แอสเซทไวส์” เป็นมหาชน]()
เปิด 6 โครงการใหม่ขยับทำเลเข้าเมือง
ส่วนแผนการดำเนินงานในปีนี้จะเน้นการโอนห้องชุดให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ จากมูลค่าแบ็กล็อกที่มีอยู่กว่า 5,508 ล้านบาท จะรับรู้รายได้ในปีนี้กว่า 4,000 ล้านบาท ก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้าที่รับรู้รายได้แค่ 800 กว่าล้านบาท โดยมีโครงการที่เปิดขายช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาและจะทยอยสร้างเสร็จในปีนี้ถึง 8 โครงการและวางแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่าลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท จำนวนไม่น้อยกว่า 6 โครงการ เปิดตัวโครงการแรกไปแล้วคือบราวน์ คอนโด ห้วยขวาง เปิดขายรอบ VIP ทำยอดขายได้ถึง 50% จากจำนวนทั้งหมด 202 ยูนิต
![กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กล้าคิดกล้าทำ ปั้น “แอสเซทไวส์” เป็นมหาชน กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กล้าคิดกล้าทำ ปั้น “แอสเซทไวส์” เป็นมหาชน]()
ติดตามข่าวสารอสังหาฯและข่าวดังในกระแส www.home.co.th/news
ติดตามข้อมูลโครงการและความเคลื่อนไหวด้านอสังหาฯ www.home.co.th และ www.facebook.com/Homebuyersfanpage
หรือชมวิดีโออื่นๆ คลิกที่นี่ www.home.co.th/vdo , www.youtube.com/tvhomebuyer