นับจากนี้ แยกเพลินจิต คงต้องขึ้นทำเนียบทำเลไฮเอนด์ ขายต่างชาติ คนกรุงเงินน้อยคงต้องขยับตัวไปอยู่
ชานเมือง
ก่อนหน้าที่จะมีข่าวยืนยันว่า นายตัน ภาสกรนที ขายที่ดิน "เพลินจิต อาเขต" แล้ว ที่ดินดังกล่าวได้รับความ
สนใจอีกครั้ง เมื่อมีข่าวลือสะพัดมากว่า "ตัน โออิชิ" ขายที่ดินบางส่วนบริเวณแยกเพลินจิต ที่เรียกว่า เพลิน
จิต อาเขต (ติดกับอาคารเวฟเพลส โฮมโปร) ให้กับนักลงทุนรายหนึ่ง ด้วยราคา "ทุบสถิติ" ที่ 1.2 ล้านบาท
ต่อตารางวา จากสถิติเดิมของดีล ประวัติศาสตร์ซื้อขายที่ดิน สถานทูตอังกฤษ และกลุ่มเซ็นทรัลที่ถูกบันทึก
สถิติไว้ที่ตารางวาละเกือบ 1 ล้านบาท
เกือบ 1 ล้านบาท แต่ยังไม่ถึง ก็ฮือฮามารอบหนึ่งแล้ว ที่ดินเพลินจิต อาเขตขายได้เกินตารางวาละ 1 ล้าน
บาท คงสร้างความหวือหวาได้มากกว่าเดิม
โดยตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แหล่งข่าวจากวงการนายหน้าค้าที่ดิน กล่าวให้ข้อมูลว่า นายตัน ภาสกรนที
ได้ขายที่ดินเพลินจิต อาเขตไปแล้วด้วยราคา 1.2 ล้านบาทต่อตารางวา แพงกว่าราคาซื้อขายที่ดินสถานทูต
อังกฤษ ซึ่งจากการสอบถามนายตัน ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้รับคำตอบปฏิเสธสั้นๆ ว่า ยังไม่ได้มีการซื้อขาย
และกำลังอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบพัฒนาโครงการ ซึ่งได้เดินทางไปศึกษารูปแบบการพัฒนาที่ดูไบไว้ด้วย
แต่ล่าสุด จากการพูดคุยกับคนสนิทของนายตัน ภาสกรนทีนั้น ทราบว่า นายตัน ได้ขายที่ดินบางส่วน
บริเวณแยกเพลินจิต (ติดกับอาคารเวฟเพลส โฮมโปร) ให้กับนักลงทุนรายหนึ่งด้วยราคาที่ดีกว่าราคาซื้อ
ขายระหว่างสถานทูตอังกฤษและกลุ่มเซ็นทรัล แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าขายได้ในราคาเท่าไรและ
จำนวนกี่แปลง
"ตัน" ปิดเงียบข่าวขายเพลินจิต อาเขต
ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวรอบใหม่ จึงได้สอบถามไปยังนายตันอีกครั้ง แต่ไม่ได้รับการยืนยันที่ชัดเจนว่า
ขายแล้วหรือไม่
วันนี้ กระแสข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยันจากทางฝั่งไรมอนแลนด์แล้วว่าได้ซื้อที่ดินผืนดังกล่าวจริงด้วยราคา
1.2 ล้านบาทต่อตารางวา
สำหรับการครอบครองที่ดินแปลงนี้ของนายตัน ภาสกรนที เป็นไปในลักษณะของการเข้าซื้อหุ้นจำนวน 38%
จากบริษัท เพลินจิต อาเขต จำกัด ทำให้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทดังกล่าวผู้ซึ่งครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่
ดิน จำนวน 7 ไร่ครึ่ง บริเวณสี่แยกเพลินจิต ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสแห่งนี้
เปิดแผนลงทุนก่อนหน้ามีข่าวขาย
ก่อนหน้านี้ นายตันเคยเปิดเผยแผนการพัฒนาที่ดินผืนนี้ว่าอยู่ระหว่างการออกแบบและคาดว่ารูปแบบโครง
การจะออกมาเสร็จสมบูรณ์ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2550 โครงการจะประกอบไปด้วย โรงแรม จำนวน
250 ห้อง และเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์อีก 150 ห้อง เป็นโครงการระดับไฮเอนด์ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบ
หน้าของการพัฒนาบนที่ดินผืนนี้แต่อย่างใด
หลังจากนั้นมีข่าวว่าได้เจรจากับนายสุธรรม มะลิลา อดีตผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
เพื่อขอซื้อที่ดินแปลงที่อยู่ติดกับที่ดินเพลินจิต ซึ่งปัจจุบันเป็นให้เช่าเป็นปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ พื้นที่ประมาณ
1 ไร่เศษ เพราะมองว่าหากรวมพื้นที่ให้เป็นแปลงเดียวกันได้ จะยิ่งเพิ่มศักยภาพให้กับที่ดินที่มีอยู่
โดยคาดว่าจะสามารถเจรจาได้ที่ราคาตารางวาละ 500,000 บาท แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนอีกเช่นกันว่า
นายตัน สามารถซื้อที่ดินผืนนี้มารวมกับแปลงเดิมได้หรือไม่
นอกจากนี้ เคยมีข่าวว่า นายตัน ภาสกรนที เคยเจรจาจะนำที่ดินดังกล่าวร่วมทุนพัฒนาร่วมกับกลุ่มบริษัท
ซิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ ซีดีแอล ทุนนอกที่มีรากฐานลงทุนในหลายประเทศรวมถึงประเทศสิงคโปร์ที่
เข้ามาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท เช่น โรงแรมมิลเลนเนียม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ คอนโดมิ
เนียม ศูนย์การค้าจังซีลอน แต่ความเคลื่อนไหวที่จะเกิดดิวการร่วมทุนกันก็ยังไม่คืบหน้าหรือมีความชัดเจน
ใดๆ
ที่ดินเพลินจิต อาเขต เป็นที่ดินอีกหนึ่งแปลงที่ถูกบรรดาผู้มีเงินถุงเงินถังจีบซื้อมาหลายรอบ ทั้งทุนของเจ้าสั
ว เจริญ สิริวัฒนภักดี ทุนจากตระกูลดามาพงษ์
จึงไม่แปลกที่เมื่อนายตัน ภาสกรนที อดีตเจ้าของโออิชิ เป็นตาอยู่คว้าที่ดินแปลงนี้ไปแทนแล้วถูกมองว่า
ต้องเป็น "นอมินี" ให้ใครสักคน ไม่เจ้าสัวเจริญ ก็ต้องคุณหญิงพจมาน ยิ่งเสี่ยเจริญซื้อหุ้นโออิชิไปหมดแล้ว
ยิ่งทำให้น่าสงสัยขึ้นไปอีกว่า งานนี้นายตัน เป็นนอมินีให้นายทุนกระเป๋าหนักหรือไม่?
นายตัน เองก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่ได้เป็นนอมินีให้ใคร เป็นการลงทุนเอง หลังจากที่ขายโออิชิแล้วก็
จะหันมาโฟกัสที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจังในนามบริษัท ตัน เอสเตท จำกัด
แต่น่าแปลกมากว่า ที่ดินเพลินจิต อาเขต อยู่ในทำเลใจกลางเมือง ติดรถไฟฟ้า ใกล้ออฟฟิศชั้นนำหลายแห่ง
ใกล้แหล่งช้อปปิ้งดัง อยู่ในไพร์ม แอเรียเช่นนี้ แต่ก็ไม่เกิดการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินเสียที ซึ่งคนใน
แวดวงมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ดินผืนนี้ แบ่งเป็นหลายแปลง หลายเจ้าของ เพียงถือในนาม บริษัท
เพลินจิต อาเขต จำกัดเท่านั้น ทำให้การจะพัฒนา หรือขายต่อไม่สามารถทำได้รวดเร็วนัก
นายตัน ภาสกรนที เองก็เข้ามาครอบครองที่ดินผืนนี้ในรูปแบบการซื้อหุ้นใหญ่ในเพลินจิต อาเขตนี้ภายหลัง
จากที่เกิดดีลซื้อขายที่ดินสถานทูตอังกฤษเพียงไม่นาน
ย้อนตำนานดีลประวัติศาสตร์ตารางวาเกือบ 1 ล.
การประกาศขายที่ดินจำนวนเกือบ 9 ไร่ ของเขตสถานทูต อังกฤษ โดยมีบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศ
ไทย ) จำกัด เป็นตัวแทนดำเนินการขาย ด้วยมูลค่าของผู้ยื่นซองประมูลสูงสุดในนามบริษัทเตียง จิราธิวัฒน์
จำกัด เจ้าของธุรกิจในเครือเซ็นทรัล ราคา 950,000 บาทต่อตารางวาหรือ 405 ล้านบาทต่อ 1 ไร่ รวมมูลค่า
ซื้อขายที่ดินจำนวนดังกล่าวกว่า 3,600 ล้านบาท ส่งผลให้ดีลครั้งนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์การซื้อ
ขายที่ดินในกรุงเทพฯ ที่ ณ วันนั้นสามารถทุบสถิติมาตรฐานราคาซื้อขายจากเดิมลงได้ทันที
โดยหากย้อนกลับไปช่วง 2 ปีก่อนการซื้อขายที่ดินดังกล่าว ราคาซื้อขายที่ดินย่านวิทยุ เพลินจิต หลังสวน
ในบางแปลงมีตัวเลขราคาแตะ 7-8 แสนบาทต่อตารางวา เดิมถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงแล้ว
และบรรดาผู้ที่เข้าร่วมประมูลซื้อที่ดินสถานทูตอังกฤษในครั้งนั้นก็เสนอในราคาใกล้เคียงเดิม เช่น บริษัท
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน ) ที่ยื่นประมูลไปในราคา 888,888 บาทต่อตารางวา / กลุ่มฮ่องกงแลนด์
ยื่นประมูลในราคา 800,000 บาทต่อตารางวา / กลุ่มที.ซี.ซี.แลนด์ของเจ้าสัวน้ำเมา นายเจริญ สิริวัฒนภักดี
ยื่นประมูลในราคาเกือบ 700,000 บาทต่อตารางวา ผู้ที่ประมูลได้ไปจึงเป็นกลุ่มเซ็นทรัล
แยกเพลินจิตขยับสู่ไฮเอนด์ตามทุนใหม่
หลังจากที่เห็นข่าวการซื้อขายที่ดินเพลินจิต อาเขตอย่างเป็นทางการ สิ่งหนึ่งที่จะเห็นต่อไปจากนี้ คือ ความ
เปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตแบบเดิมที่ถูกปรับไปสู่ความเป็นไฮเอนด์ ร้านรวงแบบเก่าๆ ต้องถูกรื้อทิ้งไปตามทุน
ใหม่ที่เข้ามา ตั้งแต่บริเวณสถานทูตอังกฤษที่กลุ่มเซ็นทรัลฯ ซื้อไปแล้ว มีแผนจะพัฒนาเป็นศูนย์การค้า
ระดับไฮเอนด์ ขนาดประมาณ 1.6 แสนตารางเมตร คาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท
ขณะที่ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินเพลินจิต อาเขต เยื้องกันกับสถานทูตอังกฤษ เป็นที่ทราบกันแล้วว่า กลุ่มยูนิเวน
เจอร์ (ที่มีบริษัทในเครือของเจริญ สิริวัฒนภักดีเข้าไปถือหุ้นอยู่ 51%) เข้าไปเช่าอาคารพาณิชย์ย่านนี้ต่อ
จากพ่อค้าแม่ค้าชุมชนชาวเพลินจิต ในนาม บริษัท เลิศรัฐการ จำกัด ที่จัดตั้งเมื่อปีที่ผ่านมาเพื่อดีลนี้โดย
เฉพาะ ภายใต้ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท เป็นเวลารวม 30 ปี
โดยออกแบบเป็นอาคารสำนักงานเกรด A และโรงแรมระดับ 5 ดาว ตัวอาคารสูง 33 ชั้น มีพื้นที่ก่อสร้างรวม
ประมาณ 81,400 ตารางเมตร คาดว่ามูลค่าของโครงการทั้งหมดประมาณ 7,500 ล้านบาท พร้อมกับปล่อย
เช่าพื้นที่ในส่วนโรงแรมประมาณ 25,000 ตารางเมตร ให้กับบริษัท ทีซีซี ลักซ์ชูรีโฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท
จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ทีซีซี แลนด์ เช่าเป็นระยะเวลาเช่า 30 ปี มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,357 ล้านบาท เพื่อ
ให้ ทีซีซี แลนด์ ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการดำเนินกิจการโรงแรมหรู 5 ดาว
นับจากนี้ ที่ดินย่านนี้คงมีแต่โครงการหรูผุดขึ้นมาจับตลาดคนมีเงินและต่างชาติเท่านั้น
เสียดายไม่น้อย ที่เวลานี้ ทำเลทองของกรุงเทพฯ หาได้ยากนัก ที่จะเหลือ "พื้นที่" ดีดีให้ทุนระดับกลางได้เข้า
มาพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์คนที่มีกำลังซื้อระดับกลางได้จับจองเป็นเจ้าของบ้าง>