หลังทนแรงต้านจากประชาชน ในพื้นที่นับพันครัวเรือนไม่ไหว ในที่สุดกรมทางหลวงชนบท (ทช.)
ยอมยุติโครงการเชื่อมต่อถนน นครอินทร์-ถนนวิภาวดีรังสิต มูลค่า 5,000 ล้านบาท ไว้แค่เพียงขั้น
ตอนการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกกิจ วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม
"เมื่อประชาชนคัดค้าน ไม่เห็นด้วยก็ต้องยุติโครงการเพียงเท่านี้ แม้ผลการศึกษาจะออกมาว่าโครง
การนี้ความคุ้มทุนด้านเศรษฐกิจอยู่ที่ 20%" เป็นคำยืนยันของ "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" อธิบดีกรมทาง
หลวงชนบท
ที่มาที่ไปของโครงการนี้ เกิดจาก ทช. จะก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานนทบุรี 1 ซึ่งมีแนวเส้น
ทางจากถนนราชพฤกษ์ มาเชื่อมต่อกับถนนนนทบุรี 1 ใกล้กับโรงเรียนศรีบุณยานนท์ และเชื่อมต่อกับ
ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี ซึ่งได้เวนคืนที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอแค่เงินก่อสร้างเท่านั้น
ต่อมาจังหวัดนนทบุรี มีข้อเสนอแนะ ต่อสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ขอ
ให้ ทช.ศึกษา แนวเส้นทาง เพื่อขยายการจราจรจากสะพานนนทบุรี 1 ให้สามารถระบายรถออกไปถึง
ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบรรเทาความคับคั่งของการจราจรบริเวณถนนติวา
นนท์-แยกแคราย ที่จะเลี้ยวขวาสู่ถนนงามวงศ์วาน ผ่านแยกพงษ์เพชรไปออกถนนวิภาวดีรังสิต
เพราะแยกแครายรองรับการจราจรทั้งจากสะพานพระราม 5 และสะพานพระนั่งเกล้า ทำให้การจราจร
หนาแน่นตลอดทั้งวัน
จากนั้น ทช.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา 11 ล้านบาท ศึกษาโครงการ โดยแนวที่ 2 เป็นแนวที่เหมาะสม
ที่สุด จากทางเลือก 3 แนว จุดเริ่มต้นอยู่ที่ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างทางแยกตัดกับถนน
ประชาราษฎร์ พาดผ่านถนนนครอินทร์ แล้วขนานคลองบางขุนเทียนทางด้านทิศเหนือ ไปยังพื้นที่
ระหว่างชุมชนบ้านริมสวนกับชุมชนซอยเสนาสฤษดิ์เดช และด้านหลังซอยกรุงเทพ-นนท์ 7
จากนั้นแนวเส้นทางจะตัดผ่านถนนประชาราษฎร์ต่อเชื่อมกับทางพิเศษศรีรัช แล้วตัดผ่านแนวสายไฟ
ฟ้าแรงสูงทางแยกสัญญาณไฟจราจรระหว่างถนนประชาชื่นกับถนนเทศบาลนฤบาลสงเคราะห์ แล้ว
ซ้อนทับกับถนนเทศบาลสงเคราะห์ ข้ามคลองเปรมประชากรผ่านทางรถไฟ และถนนกำแพงเพชร 2
ไปบรรจบถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณวัดเสมียนนารี รวมระยะทาง 6.8 กิโลเมตร
รูปแบบก่อสร้างออกแบบเป็นทางยกระดับ ขนาด 4 ช่องจราจร ตลอดแนวเส้นทางจะประกอบด้วย
อุโมงค์ทางลอด ถนนโลคอลโรด และทางรถไฟ ที่จุดปลายทางมีทางขึ้น-ลงที่ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี
และถนนประชาชื่น และมีสะพานกลับรถเพิ่มอีก 1 แห่ง บริเวณวิภาวดีรังสิต คาดว่าใช้ งบประมาณก่อ
สร้าง 4,600 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างกว่า 2,000 ล้านบาท เวนคืนที่ดินอีกกว่า 2,000 ล้านบาท
แต่เมื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ 28 ชุมชน อาทิ หมู่บ้านแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ใน
ซอยประวิทย์และเพื่อน ชุมชนริมถนนงามวงศ์วาน ตรงข้ามเรือนจำลาดยาว ชุมชนประชาร่วมใจ 1, 2
ริมถนนเทศบาลสงเคราะห์ และถนนประชาชื่น ราษฎรท้ายซอยงามวงศ์วาน 24 ถึงคลองชุมชนใต้
ทางด่วนบางเขน
ชุมชนซอยประวิทย์และเพื่อน 1 ริมคลองลาดยาว ราษฎรบ้านเรือนท้ายซอยตลอดแนวคลองบางเขน
หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 โครงการประชานิเวศน์ของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ชุมชนริมถนนประชา
ชื่นระหว่างซอยประชาชื่น 32-37 จนถึงริมทางด่วนขั้นที่ 2
ปรากฏว่ามีเสียงคัดค้านตั้งแต่เริ่มต้น โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านโครงการ เพราะกังวลเรื่อง
การเวนคืนที่ดินทำให้ต้องโยกย้ายถิ่นที่อยู่ เนื่องจากอาจต้องเวนคืนนับพันครัวเรือน โดยได้เดินสาย
ยื่นเรื่องคัดค้านไปยังหลายหน่วยงาน อาทิ สภาผู้แทนราษฎร กระทรวงคมนาคม เป็นต้น เพื่อให้ภาค
รัฐยกเลิกโครงการนี้ ในที่สุด ทช.ต้องตัดสินใจยุติโครงการ
แต่เพื่อไม่ให้งบประมาณ 11 ล้านบาทสูญเปล่า ทช.ได้ปรับแผนให้บริษัทที่ปรึกษาศึกษาภาพรวม
โครงข่ายการจราจรโซนตะวันออกของจังหวัดนนทบุรีแทน โดยเน้นไปที่บริเวณแยกแครายเป็นหลัก
เพราะเป็นจุดวิกฤตสุด
โดยมีแนวคิดจะสร้างอุโมงค์ทางลอดเลี้ยวขวา ขนาด 2 ช่องจราจร บริเวณแยกแคราย รองรับรถที่มา
จากถนนพระรามที่ 5 ถนนติวานนท์ เพื่อจะเลี้ยวขวาเข้าถนนงามวงศ์วาน โดยจะมีการเวนคืนเล็กน้อย
ที่ปั๊มน้ำมันเก่าบริเวณทางแยก
อธิบดี ทช.การันตีว่าวิธีนี้จะแก้ปัญหา ได้ตรงจุดมากกว่าโครงการสร้างอุโมงค์ ทางลอดของกรมทาง
หลวง (ทล.) ที่ถูกประชาชนคัดค้านอยู่ขณะนี้>