ปลายมกราคมที่ผ่านมา 2 พี่น้องตระกูล "เตชะไกรศรี" จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ คอนโดฯซูเปอร์ไฮเอนด์ชื่อ
โครงการ "ศาลาแดง เรสซิเดนเซส" สูง 25 ชั้น 132 ยูนิต เคาะราคาขายแบบไม่เกรงใจ เศรษฐกิจขาลง เริ่มต้น
ที่ตารางเมตรละ 1.6-3 แสนบาท มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2547 พี่น้องตระกูลเตชะไกรศรีคู่นี้ "คุณใหญ่" โชติพล เตชะไกรศรี และ "คุณยิ่ง" สรพจน์ เต
ชะไกรศรี ลงขันกับผองเพื่อนลูกหลานตระกูลชื่อดัง ได้แก่ "เสี่ยอ๋อง" วรวรรธน์ มาลีนนท์ กับ สิภูมิ นาคฉัตรีย์
เปิดตัวคอนโดมิเนียมแท่งแรกมาแล้วชื่อโครงการ "ไฟคัสเลน" ทำเลสุขุมวิทซอย 44/1
ใช้เวลาผ่านร้อนผ่านหนาวบนเส้นทางสายเรียลเอสเตต 4 ปีเต็ม ประสบความสำเร็จกับการปิดโครงการไฟคัส
เลน คอนโดฯ สไตล์รีสอร์ต ต้องถือว่าเป็นย่างก้าวที่น่าสนใจ แต่ย่างก้าวที่น่าสนใจมาก ยิ่งกว่ากลับเป็นการหวน
กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งด้วยโครงการที่ "อัพเกรด" ขึ้นไปอีก มั่นใจได้เลยว่าโครงการนี้ท้าทายความสามารถ "คุณ
ใหญ่ โชติพล" ซีอีโอวัย 32 ปีเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ทั้งนั้น "คุณใหญ่" เป็นพี่ชาย "คุณยิ่ง" นับอายุกันแล้ว แม้จะเรียงปีแต่ ทั้งคู่ก็เพิ่งวัยสามสิบยังแจ๋วเท่านั้นเอง
เรียกว่าเป็น "ซีอีโอยังบลัด" ขนานแท้ของวงการเรียล เอสเตตเมืองไทย คำถามคือ อะไรคือคีย์ ซักเซสของ
โครงการศาลาแดง เรสซิเดนเซส
สิ่งที่พบคือ "ตระกูลเตชะไกรศรี" เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทมหาชน "แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์" เจ้าของ
โครงการตึกสูง ที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันเฉียด 3 ล้านตารางเมตร มีประสบการณ์คร่ำหวอดอยู่กับวงการพัฒนา
ที่ดินไม่ต่ำกว่า 25 ปี
นี่คือจุดแข็งที่ถูกออกแบบมาเป็น "ตัวช่วย" ให้กับพี่น้องตระกูลเตชะไกรศรีรุ่นลูก โดยการคัดสรรทีมงานระดับ
มืออาชีพเข้ามาแบ็กอัพอย่างเต็มที่ เรียกว่าครบถ้วนทั้ง "แผนงาน-แผนเงิน-แผนคน"
สำหรับโครงการศาลาแดง เรสซิเดนเซส มีการจัดระเบียบธุรกิจใหม่ โดยตั้งบริษัทบริหารจัดการชื่อ "เพซ ดีเวลล
อปเมนท์" มี "สรพจน์ เตชะไกรศรี" เป็นซีอีโอรับบทบาทเป็นทั้งบริษัทร่วมทุนและเป็น ผู้ออกแบบแนวคิด
พัฒนา บริหาร และดูแลด้านการตลาด
ส่วน "โชติพล เตชะไกรศรี" ที่เพิ่งวางมือจากการปิดการขายโครงการแฟค ตอรี่เฟสสุดท้ายของตระกูลหมาดๆ
วันนี้มีเวลามานั่งฟูลไทม์เป็นกรรมการผู้จัดการโครงการศาลาแดง เรสซิเดนเซสเต็มตัว
กิมมิกของโครงการนี้คือการแบ่ง "แปลงเล็ก" สำหรับห้องเล็กสุดคือไซซ์ 60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 10 ล้าน
บาท จะมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของยูนิตรวม ซึ่งเป็นข้อแตกต่างเมื่อเทียบกับโครงการ ซูเปอร์ไฮเอนด์อื่นๆ
ที่ส่วนใหญ่จะมีไซซ์เล็กจำนวนน้อย แต่จะไปเน้นห้องไซซ์ใหญ่ 2-3 ห้องนอนขึ้นไปเป็นหลัก
โครงการนี้ยังมี differentiate อีกเรื่องคือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นคนไทยถึง 80% เหลือโควตาให้ลูกค้า
ต่างชาติแค่ 20% โดยมีกำหนดสร้างแล้วเสร็จในปี 2011>