แม้ว่าปี 2551 ที่ผ่านมา วัสดุก่อสร้างต้นน้ำอย่างปูนซีเมนต์ในภาพรวมตลาด หดตัวลง 6.5% หรือมีความ
ต้องการใช้ประมาณ 25 ล้านตัน แต่ "เอสซีจีซิเมนต์" หรือกลุ่มธุรกิจซีเมนต์ของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย
ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 9.8 ล้านตัน หรือ 39%
แต่การรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด จำเป็นที่องค์กรนั้นๆ ต้องขยับตัวเร็ว ล่าสุด "ปราโมทย์ เตชะสุพัฒน์กุล"
ซีอีโอของเอสซีจีซิเมนต์ ได้เปิดโรงงานปูนซีเมนต์ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี นำชมโครงการ Pilot
Process and Product Development Center (โรงงานจำลองผลิตสินค้าต้นแบบ) และระบบ WHG
(waste heat power generation) หรือระบบนำพลังงานความร้อนทิ้งกลับมาใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์
จุดแรกเริ่มต้นที่ "โรงงานย่อส่วน" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยและพัฒนาสินค้าที่เป็นนวัตกรรม
ใหม่ๆ เบ็ดเสร็จใช้งบฯลงทุนกว่า 60 ล้านบาท
โรงงานแห่งนี้เมื่อมองจากภายนอกอาจไม่แตกต่างจากอาคารทั่วไป แต่ภายในติดตั้งเครื่องจักรผลิต
ปูนซีเมนต์แบบ "ย่อส่วน" ไว้ อาทิ ถังไซโลปูนที่ย่อส่วน (ความยาว) เหลือเพียง 2 เมตร จากขนาดจริง
12 เมตร ฯลฯ มีความสามารถผลิตปูนซีเมนต์ได้ชั่วโมงละ 100 กิโลกรัม โดยเอสซีจีซิเมนต์ตั้งใจใช้ที่นี่
เป็นฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการแยก ส่วนผสม ปรับสูตร และผลิตสินค้าต้นแบบ จาก
เดิมที่ต้องใช้เครื่องจักรภายในโรงงานปูนซีเมนต์
เท่ากับว่าโรงงานจำลองถือเป็นหนึ่งใน "จิ๊กซอว์" ที่ช่วยให้ SCG พัฒนาสินค้าที่มีต้นทุนต่ำลงและรวดเร็ว
ขึ้น ผลิตภัณฑ์หลายตัว อาทิ ปูนซูเปอร์ซีเมนต์ คอนกรีตผสมเสร็จสูตรพิเศษเหมาะกับลานตากข้าว
คอนกรีตสูตรพิเศษช่วยระบายน้ำได้ดีขึ้นเหมาะกับพื้นที่ลานจอดรถ ฯลฯ ก็มาจากเบ้าหลอมของที่นี่ทั้งสิ้น
ขั้นตอนการผลิตสินค้าต้นแบบภายในโรงงานจำลองถือว่าไม่แตกต่างจากโรงงานจริงๆ เริ่มจากการคัดแยก
วัตถุดิบ การบดวัตถุดิบ คัดแยกขนาดปูนเก็บในไซโลและปรับแต่งคุณภาพ โดยขั้นตอนการคัดแยกวัตถุดิบ
ตัวเครื่องจักรสามารถปรับองศาใบพัดในการคัดแยกวัตถุดิบได้เช่นเดียวกับเครื่องจักรจริง
"ถ้าเทียบการลดระยะเวลาการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ การมี Pilot Process and Product Development
Center ช่วยเราได้มาก อย่างปูนซูเปอร์ซีเมนต์จากเดิม คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาและปรับแต่งคุณภาพ
ประมาณ 2 ปี แต่สามารถลดเหลือ 1 ปีเท่านั้น ส่วนปีนี้เรามีสินค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 20
รายการ" ซีอีโอเอสซีจีซิเมนต์บอกกับ "ประชาชาติธุรกิจ"
นอกจากโรงงานจำลอง ภายในพื้นที่โรงงานปูนซีเมนต์แก่งคอยยังมีอาคาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของระบบ "WHG"
(นำพลังงานความร้อนทิ้งกลับมาใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์) เนื่องจากในขั้นตอน "เผาปูน" ที่ความร้อน
1,450 องศาเซลเซียส จะมี ลมร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 350 องศาเซลเซียส ปล่อยทิ้งออกมา ซึ่งเพียงพอ
สำหรับนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าใช้ได้เอง
โรงงานปูนซีเมนต์ "แก่งคอย" จึงเป็น 1 ใน 6 โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ของ SCG ได้แก่ แก่งคอย ลำปาง
เขาวง ท่าลาน ทุ่งสง และประเทศกัมพูชา ที่ SCG ทุ่มงบประมาณจำนวน 5,800 ล้านบาท ติดตั้ง
เครื่องจักรระบบ WHG ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปีนี้
สำหรับโรงงานปูนซีเมนต์แก่งคอย ล่าสุดได้ติดตั้งเครื่องจักรระบบ WHG เฟส 1 แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่าง
ติดตั้งเครื่องจักรเฟสที่ 2 ถึงปัจจุบันสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้แล้วกว่า 8.5 เมกะวัตต์
โดย SCG ประมาณการว่า หากโรงงานปูนซีเมนต์ทั้ง 6 แห่ง ติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จ จะสามารถผลิต
กระแสไฟฟ้ารวมกัน 106 เมกะวัตต์ เมื่อถึงตอนนั้นจะช่วยให้ SCG ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า 25%
หรือปีละ 1,640 ล้านบาท
เคาะตัวเลขออกมาแล้ว SCG ใช้เวลาเพียง 5-6 ปีก็คืนทุน อย่างนี้สิที่จะนับเป็นนวัตกรรมการลงทุนอย่าง
แท้จริง !>