นายพันแสง ทศศิลาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพันวิณี จำกัด ในกลุ่มบริษัทศิลาพรวิลล์ฯ ผู้พัฒนาโครงการ
บ้านจัดสรรในจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการพัฒนาธุรกิจในปี 2553 ว่า ได้เตรียม
พัฒนาโครงการศิลาพรวิลล์ เฟส 2 บนพื้นที่รวมกว่า 400 ไร่ มูลค่าโครงการกว่า 1,437 ล้านบาท อย่างต่อเนื่อง
หลังประสบความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการศิลาพรวิลล์ ในเฟสแรก บนเนื้อที่ 160 ไร่ จำนวนกว่า 1,000 ยูนิต
ภายในเวลา 8 ปี
โครงการศิลาพรวิลล์ เฟส 2 แบ่งการพัฒนาออกเป็น 6 โครงการย่อย ภายใต้ 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท สุพันวิณี จำกัด
และบริษัท ทองจุรี จำกัด ประกอบด้วยโครงการทองจุรี 1 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ มูลค่าโครงการ 54 ล้านบาท,
ทองจุรี 2 เนื้อที่ 30 ไร่ มูลค่าโครงการ 70 ล้านบาท, ทองจุรี 3 เนื้อที่ 90 ไร่ มูลค่า 360 ล้านบาท,สุพันวิณี 1 เนื้อที่
80 ไร่ มูลค่า 350 ล้านบาท, สุพันวิณี 2 เนื้อที่ 80 ไร่ มูลค่า 218 ล้านบาท และสุพันวิณี 3 เนื้อที่ 72 ไร่ มูลค่า 385
ล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการทองจุรี 1 และทองจุรี 2 ได้มีการพัฒนาและปิดการขายโครงการแล้ว ส่วนโครงการสุพันวิณี 1 อยู่
ระหว่างการพัฒนาโครงการและการขาย ซึ่งปัจจุบันเหลือบ้านแฝดและทาวน์เฮาส์ขายอยู่ประมาณ 134 ยูนิต ส่วน
โครงการที่เหลืออยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาโครงการต่อเนื่องในอนาคต คือโครงการทองจุรี 3 สุพันวิณี 2 และ
สุพันวิณ 3 ต่อไป
นายพันแสง กล่าวอีกว่า เป้าหมายการดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้น ต้องการที่จะเป็นผู้นำด้านตลาด
ด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่โซนภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.จันทบุรี ระยอง
และตราด ภายในระยะ 4 ปีข้างหน้านี้ ด้วยยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 18-20 ยูนิต จากปัจจุบันที่ยอดขาย
เฉลี่ย 10-13 ยูนิตต่อเดือน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักจะเป็นกลุ่มข้าราชการในพื้นที่ เจ้าของธุรกิจเอกชน และพนักงาน
บริษัทเป็นหลัก
"ปัจจุบันพื้นที่โซนภาคตะวันออกผู้ที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย จะเป็นผู้ประกอบการในท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่ง
โครงการส่วนใหญ่ที่พัฒนาจะเป็นลักษณะของอาคารพาณิชย์ หรือทาวน์เฮ้าส์ เป็นโครงการขนาดเล็ก ที่มี
จำนวนยูนิตไม่มากต่อโครงการ ปัจจุบันยอดขายของผู้นำตลาดในจังหวัดจันทบุรีมีอยู่ 3-5 ยูนิตต่อเดือนเท่านั้น
ขณะที่บริษัทพัฒนาโครงการมีที่อยู่อาศัยครบทุกเซ็กเมนต์ และเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีบ้านหลายแบบให้
เลือก ซึ่งชูจุดเด่นเรื่องของราคา ทำเลที่ตั้ง ระบบสาธารณูปโภค และระบบความปลอดภัย" นายพันแสง กล่าว
และว่า
ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต่างจังหวัด ที่บริษัทได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ตลาดพบว่า
จะต้องมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ไม่แพงจนเกินไป พื้นที่การพัฒนาจะต้อง
ไม่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 3 กิโลเมตรจากเขตเมือง และการสร้างระบบสาธารณูปโภคที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่
อยู่อาศัย
นายพันแสง กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากโครงการที่พัฒนาอยู่ในปัจจุบัน บริษัทยังมีแผนงานในอนาคตใน
การพัฒนาโครงการใหม่ทั้งในจังหวดจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียงด้วย ซึ่งรูปแบบการพัฒนามีทั้งที่จะซื้อที่ดินเอง
และการเข้าซื้อกิจการจากผู้ประกอบการเดิมที่หยุดการพัฒนา เพื่อนำมาพัฒนาต่อด้วยซึ่งปัจจุบันมีผู้พัฒนา
โครงการในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี 2-3 รายที่เสนอขายกิจการให้กับบริษัท ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาโดย
คาดว่าหากซื้อกิจการเข้ามา คงจะเริ่มต้นการพัฒนาหลังจากปิดโครงการที่พัฒนาอยู่แล้วในปัจจุบัน
ส่วนยอดขายในปีที่ผ่านมาสามารถทำได้กว่า 94.83 ล้านบาท แต่หากรวมยอดขายตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สามารถทำ
ยอดขายได้กว่า 334.37 ล้านบาท ขณะที่ในปีนี้จากการที่ภาครัฐได้ต่ออายุมาตรการออกไปอีก 2 เดือนนั้น บริษัท
ได้เตรียมบ้านพร้อมขายและพร้อมโอนให้กับลูกค้าประมาณ 30 ยูนิต ส่วนในไตรมาสแรกบริษัทที่ผ่านมาได้โอน
กรรมสิทธิ์บ้านให้ลูกค้าไปแล้ว 40 ยูนิต
สำหรับบริษัท ศิลาพรวิลล์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ส่วนบริษัท ทองจุรี จำกัด
และบริษัท สุพันวิณี จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 ด้วยทุนจดทะเบียนบริษัทละ 20 ล้านบาท โดยตระกูลทศศิลาพร
เป็นผู้ทำธุรกิจซื้อขายและส่งออกพลอยรายใหญ่ในจังหวัดจันทบุรีมานานกว่า 30 ปี ซึ่งปัจจุบันยังส่งออกพลอย
ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก อาทิ จีน อเมริกา ยุโรป เป็นต้น โดยมียอดขายเดือนละกว่า 30-35 ล้านบาท นอกจากนี้
ยังมีการทำธุรกิจค้าไม้อีกด้วย>