เปิดใจรุ่น 3 &quotปิยะ ซอโสตถิกุล&quot ปั้นธุรกิจกงสีต่อยอด &quotซีคอนกรุ๊ป&quot

ดำเนินธุรกิจแบบโลว์โปรไฟล์มากว่า 50 ปีถึงวันนี้ ซีคอนกรุ๊ป ของตระกูล ซอโสตถิกุล ได้เวลาถ่ายเลือดส่ง
ไม้ต่อธุรกิจ จากผู้บริหาร รุ่นสอง สู่ทายาท รุ่นที่สาม ที่ปัจจุบันมีธุรกิจรอบตัวเป็นที่คุ้นเคย ตั้งแต่รองเท้า
นักเรียนนันยาง, ซีคอนสแควร์ ห้างดังย่านศรีนครินทร์ ผงชูรสตราชฎา และธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้าง หรือธุรกิจ
รับสร้างบ้าน ภายใต้ชื่อ ซีคอนโฮม เป็นต้น รวมทุกลุ่มธุรกิจได้สร้างยอดขายต่อปีรวมกว่า 3,000-4,000 ล้านบาท

แม้ภายนอกมองว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่องค์กรที่มีอายุ 50 ปีแห่งนี้ไม่ได้หยุดเดินเพียงแต่การเดินเป็น
แบบช้าๆ รอการ ผลัดใบ ของผู้บริหารรุ่นที่สามเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะการนำเอาที่ดินเก่าเก็บหรือแลนด์
แบงก์ออกมาพัฒนา ภารกิจนี้ ปิยะ ซอโสตถิกุล อดีตผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ สายงานลูกค้าเอสเอ็มอี
ต่างจังหวัดต้องสลัดตำแหน่งนายแบงก์มาขับเคลื่อนธุรกิจกงสีให้เดินหน้าไปให้ไกลในตำแหน่งกรรมการบริหาร
ซีคอนกรุ๊ป

เราจะทำธุรกิจอย่างระมัดระวัง อย่างธุรกิจรีเทล ซีคอนสแควร์ที่ศรีนครินทร์ เปิดบริการหลังจากนั้น 17 ปี
เราถึงเปิดซีคอน บางแค ปิยะ กล่าว พร้อมย้ำว่า ก่อนที่จะลงมือลงทุนหรือขยายธุรกิจใดๆ จะต้องมี 3 พร้อม ดังนี้
พร้อมแรกคือ พร้อมด้านบริหารและการจัดการ, พร้อม ที่สองคือ พร้อมในเรื่องตลาด และ พร้อม ที่สามคือ พร้อม
ด้านการเงิน ซึ่งการหวนกลับสร้างชื่ออีกครั้งในอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯนั้น ตนได้รับ
หน้าที่ให้ดูแลธุรกิจดังกล่าวที่ขณะนี้อยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจการก่อสร้าง ซึ่งเปิดตัวภายใต้แบรนด์ ดิ เอสเตท

โครงการล่าสุด คือ ดิ เอสเตท ศรีนครินทร์ ทาวน์โฮม บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่จำนวน 44 ยูนิต เป็นทาวน์โฮม 41
ยูนิต และเป็นบ้านเดี่ยว 3 ยูนิตราคาขายเริ่ม 4-6 ล้านบาท/ยูนิตรวมมูลค่า 250 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว
20% และอยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยคาดว่าจะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในระยะเวลา 6 เดือนและ
เชื่อว่าจะสามารถขายหมดภายใน 6 เดือนเช่นกัน โครงการนี้มีจุดเด่นที่การพัฒนาเป็นทาวน์เฮ้าส์หน้ากว้าง 10
เมตร สามารถจอดรถได้ถึง 2 คัน จากปกติทาวน์เฮ้าส์ทั่วจะมีหน้ากว้างเพียง 5-6 เมตรเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ตัวบ้าน
โปร่งโล่ง มีหน้าต่างทุกห้อง

การชูจุดขายทาวน์เฮ้าส์หน้ากว้า 10 เมตรและเพิ่มการออกแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นการแก้จุดด้อย
ของแปลงที่ดินที่มีหน้าแคบแต่มีความลึก ปิยะ กล่าวยอมรับ

ทั้งนี้ ดิ เอสเตท เป็นโครงการจัดสรรโครงการที่สองในกรุงเทพฯ ที่ ซีคอนกรุ๊ป ลงทุนหลังจากที่เมื่อ 40 ปี
ก่อนที่พัฒนาโครงการจัดสรรแห่งแรกของประเทศไทยคือ หมู่บ้านมิตรภาพ เมื่อปี พ.ศ.2514 สมัยนั้นได้เงินจาก
รัฐบาลสหรัฐอเมริกามาปล่อยกู้ Post Finance 30 ปี ซึ่งขณะนั้นธนาคารไทยให้กู้ได้เพียง 5 ปีเท่านั้น

กว่า 200 ไร่รอปัดฝุ่นพัฒนาเพิ่มมูลค่า

ส่วนสาเหตุที่หันมาพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในช่วงนี้ เนื่องจากเห็นว่าในทำเลศรีนครินทร์เริ่มมีศักยภาพ
มากยิ่งขึ้น โดยมีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง รวมไปถึงเส้นทางคมนาคม ซึ่งทางกลุ่มซีคอน และในนาม
ครอบครัวมีที่ดินสะสมในย่านนี้กว่า 10 แปลง เนื้อที่กว่า 200 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินเก่าจะเพิ่มขีดความสามารถด้าน
ต้นทุน จึงมีแนวคิดที่จำนำมาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ ขึ้นอยู่กับศักยภาพของที่ดินและ
โอกาสในการทำธุรกิจ อาทิ โครงการบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม รวมไปถึงอาคารสำนักงาน เป็นต้น

ส่วนการขยายโครงการอื่นๆ ในอนาคต มีการวางแผนไว้แล้ว โดยจะเน้นในบริเวณถนนศรีนครินทร์และ
เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบก่อนในช่วง 1-2 ปี หลังจากนั้น คงได้ทำ Low Rise Condo โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ปีละ 300-
500 ล้านบาท ส่วนในระยะยาว 5-10 ปีจะพิจารณาโครงการขนาดใหญ่เมื่อการเจริญเติบโต การขยายของเมืองและ
คมนาคมพร้อม โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าขยายมาถึงก็อาจลงทุนสร้างพื้นที่สำนักงานติดกับซีคอนสแควร์ ซึ่ง
อยู่ระหว่างการพิจารณา

เราห่างเหินจากงานด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยไปนานพอควร จนกระทั่งล่าสุดเมื่อ 7-8 ปีก่อนได้
เริ่มทำโครงการ Villa ขายต่างชาติที่ จ. ภูเก็ต ในนาม บริษัท เอราวัณนา จำกัด ซึ่งได้ดำเนินงานและสามารถปิด
การขายเรียบร้อยแล้ว 11 โครงการมูลค่ารวมกว่า 1,500 ล้านบาท ปิยะ กล่าวและว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างเปิดขาย 1
โครงการและเตรียมที่จะเปิดใหม่อีก 1 โครงการได้แก่ โครงการเพกา วิลล่าจำนวน 6 หลัง ราคาเฉลี่ยหลังละ 20
ล้านบาท และโครงการโตนด 3 จำนวน 15 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 20 ล้านบาท/หลัง มูลค่าขาย 300 ล้านบาท

ราคาที่ดินย่านศรีนครินทร์ต่อปีพุ่ง 15%

จากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยบนถนนศรีนครินทร์รัศมี 5-10 กิโลเมตรโดยรอบซีคอนสแควร์ พบว่า มี
โครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีโครงการที่เหลือขายและอยู่
ระหว่างพัฒนาออกสู่ตลาดภายใน 18 เดือนข้างหน้าจำนวน 25 โครงการ จำนวน 3,500 ยูนิต มูลค่ากว่า 1.5 หมื่น
ล้านบาท ซึ่งอัตราการขายในย่านนี้ถือว่าดีกว่าในหลายทำเล และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการดูดซับไม่เกิน 2 ปี
ครึ่ง

ส่วนราคาที่ดินจะมีการปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 10-15% โดยราคาที่ดินติดถนนใหญ่จะอยู่ที่ 1-2 แสนบาท/ตร.ว.
ส่วนที่ดินในซอยราคา 3-4 หมื่นบาท/ตร.ว. และจะขยายตัวต่อเนื่องตลอด 5 ปี อย่างไรก็ตาม หากมองถึงศักยภาพ
ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ส่วนที่อยู่อาศัยแนวสูงหรือคอนโดมิเนียมนั้นจะมี
ความสูงไม่เกิน 8 ชั้น แต่หากโครงข่ายรถไฟฟ้าเกิดขึ้นอาจเห็นโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมากกว่าในปัจจุบัน
ได้

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง