“ไลบรารี่ เอสเตท” บริษัทอสังหาฯ หน้าใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวกันของสองหนุ่มเพื่อนซี้ “ศุภกิจ-นุชิต”อาศัย “ความกล้า” ลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จ เน้นทำโครงการขนาดเล็ก ยูนิตน้อย และใช้กลยุทธ์ร่วมทุนเป็นหลัก เพียง 5-6 ปีพัฒนาไปแล้ว 8 โครงการกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมวางแผนเดินหน้าสู่บริษัทตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า
จากหนุ่มแบงก์สู่โบรคเกอร์อสังหาฯ
ศุภกิจ รวีอร่ามวงศ์ หรือ “เล็ก” หนุ่มหน้าตี๋วัย 38 ปี เจ้าของบริษัทไลบรารี่ เอสเตท ดีกรีนักเรียนนอกจบ MBA จาก California State University เมืองฟูลเลอร์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย และหนุ่มแบงก์แผนกสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
เดินสู่เส้นทางอสังหาฯ ตั้งแต่ช่วงที่ทำงานประจำที่แบงก์สแตนดาร์ดฯ ได้ดูแลลูกค้าที่เป็นกลุ่มบริษัทอสังหาฯ หลายราย เลยสนใจอยากลองทำเองบ้าง จึงไปชักชวน “อุ้ม” นุชิต นาคเพ็ชรพูล เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่จุฬาฯ มาร่วมทำด้วยกัน
งานแรกเกิดขึ้นด้วยเหตุบังเอิญ เมื่อมีลูกค้าต้องการขายที่ดินและขอให้แบงก์ช่วยวิเคราะห์ประเมินราคา เลยถือโอกาสรับอาสาช่วยลูกค้าขายที่ดินด้วยเลย
“ผมรับอาสาช่วยลูกค้าขายที่ดินเพราะอยากลอง โดยที่ไม่รู้ว่าที่ดินแปลงนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่างซึ่งทำให้ขายยากมาก ถ้าเป็นโบรคเกอร์มืออาชีพจริงๆ คงไม่รับขายแน่นอน แต่บังเอิญว่าเราขายได้แบบง่ายๆ จึงเป็นแรงผลักดันให้เราสองคนมุ่งมั่นกับอาชีพนายหน้าขายที่ดินตั้งแต่นั้น”
เริ่มจากอาคารพาณิชย์ → อพาร์ตเมนต์ → คอนโดฯ
ทำงานประจำที่แบงก์ควบคู่ไปกับอาชีพโบรคเกอร์อยู่เป็นปี ก็บังเอิญมีลูกค้านำที่ดินย่านกระทุ่มแบนมาฝากขาย 1 แปลง พอไปขายก็มีลูกค้าอีกรายชวนให้ร่วมทุนทำโครงการด้วย ทั้งสองคนก็เลยตกลง
วางมัดจำค่าที่ดินไปยังไม่ทันได้โอนผู้ร่วมทุนเกิดเปลี่ยนใจ เลยต้องวิ่งหาพาร์ทเนอร์ใหม่ จนสุดท้ายก็ได้เพื่อนๆ อีก 3 คนมาช่วยกัน ในที่สุดก็สามารถเปิดตัวได้ เป็นอาคารพาณิชย์ขนาดเล็กๆ 2 โครงการย่านกระทุ่มแบน ก่อนจะตามมาด้วยอพาร์ตเมนต์ให้เช่าย่านประชาชื่นอีก 1 โครงการ เป็นจุดเริ่มต้นบทบาทนักพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ครั้งแรก และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นนักพัฒนาอสังหาฯ เต็มตัว
ลองผิดลองถูกจนสำเร็จ
ศุภกิจบอกว่าการตัดสินใจบางอย่างเกิดจากความไม่รู้ของทีมบริหาร เลยกล้าที่จะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหม่หรือไม่มีใครเคยทำ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และข้อเสียคือมีโอกาสพลาดได้ง่าย
และถึงแม้จะเตรียมตัวมาดี พอถึงเวลาลงมือจริงๆ ข้อผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ด้วยความเป็นบริษัทขนาดเล็ก ทีมงานไม่เยอะ ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนได้เร็ว
การเปิดตัวคอนโดฯ แบรนด์แรก “Library Houze” ย่านประชาอุทิศในปี 2557 ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำยอดขายได้ถึง 80% ในช่วง 2 วันแรก จากทั้งหมด 221 ยูนิต ปัจจัยหลักคือทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) มีความต้องการสูง กลุ่มลูกค้าทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า
“การทำธุรกิจปัจจุบันจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เหมือนการค้นคว้าหาความรู้อยู่ในห้องสมุด(Library) เพราะเดี๋ยวนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วมาก เรื่องเทคโนโลยีและ Big Data ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก นำมาปรับใช้ในองค์กร รวมถึงนำไปใช้ในการพัฒนาโปรดักต์ได้”
“Joint Venture” ลดข้อจำกัดเรื่องเงินลงทุน
ขณะเดียวกันเพื่อปลดล็อคข้อจำกัดของธุรกิจอสังหาฯ ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ศุภกิจและหุ้นส่วนจึงใช้นโยบายหาพาร์ทเนอร์ โดยเปิดกว้างรับการร่วมทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ประเดิมโครงการแรกคือ Library Houze ได้กลุ่มกองทุน Terra Asia จากประเทศสิงคโปร์เข้ามาร่วมทุนด้วย พร้อมกับตั้งบริษัทร่วมทุนที่ชื่อว่า “ดิ เอสเตท ดีเวลลอปเมนท์” ขึ้นมาพัฒนาโครงการ รวมถึงพาร์ทเนอร์รายล่าสุดกลุ่ม ECG-Research ซึ่งเป็นที่ปรึกษาการบริหารจัดการการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ
“เราเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีเงินทุนไม่มาก ดังนั้นเงินทุนหลักของบริษัทคือเงินที่ได้จากโอนบ้านของลูกค้านำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการพัฒนาโครงการใหม่ ทำให้ต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน รวมถึงแหล่งเงินทุนจากผู้ร่วมทุนด้วย ”
เน้นโครงการขนาดเล็ก-ยูนิตน้อย
แนวทางการทำธุุรกิจอสังหาฯ ของกลุ่มไลบรารี่ เอสเตทเน้นการพัฒนาโครงการขนาดเล็ก มูลค่าโครงการ 200-500 ล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยง ขนาดโครงการไม่ใหญ่ จำนวนยูนิตไม่เยอะ ให้ความสำคัญกับเรื่องทำเลที่ตั้งเป็นลำดับต้นๆ
เช่น ถ้าเป็นคอนโดฯ ก็ต้องอยู่ใกล้รถไฟฟ้าในรัศมีไม่เกิน 500 เมตร และตั้งอยู่ในถนนซอย จุดขายหลักอยู่ที่จำนวนยูนิตไม่เยอะ เฉลี่ย 70-150 ยูนิตต่อโครงการ มีความเป็นส่วนตัวสูง เช่นเดียวกับบ้านแนวราบที่ไม่ว่าทำเลจะอยู่ย่านชานเมืองหรือเป็นบ้านหรูในเมือง จำนวนบ้านในโครงการก็จะไม่เยอะ
ที่ผ่านมาโครงการส่วนใหญ่มักอยู่ในโซนตะวันตก ฝั่งธนฯ ย่านประชาอุทิศและจรัญสนิทวงศ์ เพราะเป็นย่านที่ทั้งสองคนคุ้นเคยเนื่องจากเติบโตอยู่ในย่านนี้ จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมาได้เริ่มกระจายโครงการสู่ทำเลใหม่ๆ เช่น ลาดพร้าว เอกมัย ฯลฯ
แม้จะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่พร้อมเดินหน้าเต็มกำลัง ปีนี้เปิดโครงการใหม่ 3 โครงการทั้งโฮมออฟฟิศ คอนโดฯ และทาวน์โฮม ส่วนในปีหน้าวางแผนจะเปิดตัวโครงการเพิ่มอีก 3 โครงการ เป็นคอนโดฯ 2 โครงการในย่านลาดพร้าว 18 และพหลโยธิน ส่วนอีกโครงการเป็นบ้านแนวราบในย่านชานเมือง