เป็นปีของคนซื้อบ้าน-คอนโด เอ็ด-ชยพล : “เป็นปีแห่งโอกาสของผู้ซื้อ (Buyer Market) เต็มรูปแบบนะ เพราะผู้ซื้อมีโอกาสเลือกได้เต็มที่และเปรียบเทียบสิ่งที่ใช่ที่สุด ซึ่งคำว่าใช่และดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้คนที่ซื้อบ้านหลังแรกหรือนักลงทุนในยุคใหม่มีความเป็น “ตัวตน” ค่อนข้างสูง มีความชอบในการใช้ชีวิตที่ชัดเจนและกล้าที่จะจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่เขาชอบได้ ฉะนั้นการแข่งขันในการพัฒนาสินค้าก็จะมากขึ้น ผู้ประกอบการที่จะเติบโตไปได้จึงต้องมีความสามารถในการพัฒนาสินค้าที่ดี ผมมองว่าอาจมีโครงการที่ขายไม่ได้หรือต้องรอการขายนานมาก 10-30% และสุดท้ายต้องลดราคาจึงจะขายได้”
ได้พาร์ทเนอร์ดีๆ ซัพพอร์ตเปิดโครงการ เอ็ด-ชยพล : “ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่เลื่อนเปิดโครงการใหม่ หรือลดจำนวนโครงการใหม่ลง ส่วนดีเวลลอปเปอร์ที่ยังไม่มีความพร้อม หรือไม่มีโครงการดีจริงๆ ก็แจ้งเกิดได้ยาก เพราะไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ ปีนี้เป็นโอกาสของเราที่สามารถเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 5,862 ล้านบาท โดยมาจากโครงหลัก ได้แก่ อัลติจูด ยูนิคอร์น, อัลติจูด ซิมโฟนี และอัลติจูด พรูฟ สาทร ซึ่งได้รับการสนับสนุนการเงินจากธนาคารและจากพาร์ทเนอร์ ทั้งๆ ที่ปีนี้ธนาคารต่างเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ แต่ด้วยศักยภาพของโครงการและบริษัทเอง ทำให้ 3 โครงการที่เปิดตัวในปีนี้สามารถขอสินเชื่อมาได้ จึงกลายเป็นโอกาสที่ดี"
ชูกลยุทธ์ Personalized Marketing เอาใจ “Gen Me” ปิง-ขวัญชัย : “เราออกแบบสินค้าเพื่อให้ตรงใจกับลูกค้ามากที่สุด ตามหลัก Personalize Marketing หมายความว่า วันนี้เราไม่ได้จับกลุ่มลูกค้าแค่ว่า ลูกค้าอายุเท่าไหร่ ทำงานที่ไหน เป็นเพศอะไร แบบนั้นเป็นแค่การจับกลุ่ม Segmentation เช่น จับกลุ่ม E-sport หรือ กลุ่มที่ชอบ Hangout ก็ทำพื้นที่ส่วนกลางให้ตอบโจทย์เค้า คือ เราต้องรู้ใจว่าวันนี้ลูกค้าเป็นคนแบบนี้และกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วก็ลงรายละเอียดไปว่าความสนใจของเขาคืออะไร “กลุ่มเป้าหมายของเราคือ Gen Me ซึ่งต่างจาก Gen X, Gen Y, Gen Z ที่แบ่งตามอายุ แต่เรารู้สึกว่าทุกๆ คนเองก็มีความต้องการของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า Generation Me ฉะนั้นการตลาดของเรารวมถึงการออกแบบสินค้า เราต้องจับกลุ่ม Gen Me ให้ได้ วันนี้ใครหา Gen Me เจอและสร้างตลาดเฉพาะของตัวเองขึ้นมาได้ ก็จะสร้างสินค้าออกมาได้”
สร้าง “Rare Item” = ของหายาก ปิง-ขวัญชัย : “หลายๆ โครงการของเราเป็น “Rare Item” หรือ “ของหายาก” สำหรับตลาดอสังหาฯ เช่น เรามีโฮมออฟฟิศบนถนนสาทร ใกล้ BTS สุรศักดิ์แค่ 150 เมตร ซึ่งโครงการแบบนี้ไม่มีใครทำได้ เรามีบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ ใกล้ BTS แค่ 550 เมตร เรามีคอนโดฯ ที่เราใส่ส่วนกลางมากเกินกว่าที่ลูกค้าคาดหวังว่าจะได้ ซึ่งโครงการที่เราจะเปิดตัวในปีหน้า ก็จะมีเซอร์ไพรส์ให้ลูกค้าอีกหลายอย่างเช่นกัน ตอบโจทย์ครบทั้งชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการพักผ่อน”
ปี 2562 ยอดขายทะลุเป้ากว่า 2.7 พันล้าน เอ็ด-ชยพล : “ถ้าย้อนไปดูเมื่อปี 2561 เราเคยบอกว่าจะวางแผนเติบโตเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายในอีก 3 ปี จะมีโครงการรวมกันมูลค่า 7,000 ล้านบาท ผ่านมา 2 ปีตอนนี้เราทำได้ตามแผนทุกอย่าง และดีกว่าแผนเล็กน้อยด้วย ตอนนี้มีโครงการรวมกันมูลค่า 4,800-4,900 ล้านบาท เหลืออีกแค่ 2,000 กว่าล้านบาทก็จะได้ตามเป้า และปีหน้าก็เปิดตัวอีกหลายโครงการ ที่ผ่านมาเรามีโครงการแนวราบและคอนโดฯ ที่โอนแล้วบางส่วน ซึ่งเรามีโปรดักต์ 4 เซ็กเมนต์ คือบ้านเดี่ยว Super Luxury, โฮมออฟฟิศ, คอนโดฯ Super Luxury และ Luxury รวมถึงคอนโดฯ Middle Class ซึ่งมันก็จะเวียนกันไปทั้งเรื่องรายได้และการเปิดตัวใหม่”
ปั้นแบรนด์ติดตลาดหวังเป็น Top 10 ใน 10 ปีปิง-ขวัญชัย : “สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือปีนี้เรามี Awareness Exposure เยอะขึ้น คือคนเริ่มรู้จักอัลติจูดมากขึ้น ปีที่แล้วผมคุยกับคน 10 คน บอกว่าทำคอนโดฯ อัลติจูด เขาก็จะถามว่าอยู่ตรงไหนนะ พอมาปีนี้คุยกับคน 10 คน มีคนรู้จักเรามากถึง 7 คน นั่นแปลว่าเราทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น คือเราใช้สื่อให้คนรู้จักได้มากกว่าเดิมประมาณ 5,000% หมายถึงคนออนไลน์รู้จักมากขึ้น 50 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากการทำ Marketing ปีนี้เรา Marketing ค่อนข้างเยอะ และขายเยอะที่สุดเท่าที่เปิดมา ปีนี้เราได้ถึงหลัก 2,000 ล้าน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ถือว่าเรามาไกลกว่าที่คิดไว้ พอมาถึงตอนนี้อีก 5-10 ปีข้างหน้า เราก็อยากลุ้นเป็น Top 10 ของประเทศ ปีนี้ยอดขายของเราน่าจะอยู่ในระดับ Top 20 ด้วยตัวเลข 2,700 ล้านบาท สิ่งหลักๆ ที่เราต้องทำคือ Brand เราต้องเป็น Top of Mind คือคนเห็นแล้วอยากได้ ไม่ใช่คนเห็นแล้วเราต้องโน้มน้าวถึง 3-4 เท่า ก่อนหน้านี้เราเหนื่อยมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว สมัยก่อนคนจะหาคำว่าคอนโดฯ ตามด้วยย่าน แต่ตอนนี้เขาจะพิมพ์ชื่อโครงการเราเข้าไปเลย นี่เป็นตัวชี้วัดว่าคนรู้จักเราเพิ่มขึ้น “เราเน้นสร้างแบรนด์ด้วยสินค้าที่ดีก่อน ถ้าสินค้าไม่ดีเราก็ทำการตลาดไม่ได้ เราเน้นการทำคอนเทนต์เรื่องสินค้าค่อนข้างมาก ไม่ใช่สินค้าของเราออกแบบสวย แต่มันออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้า เรายังมีสินค้าอีกหลายระดับที่ยังไม่ได้ทำ เรายังพัฒนาจุดนี้ได้อีก”
ในปี 2563 “อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์” ยังคงตั้งใจพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย และทำโปรดักต์ให้ตรงใจกลุ่มลูกค้ามากที่สุด และยังมีโปรดักต์ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ตั้งแต่ราคา 2 ล้านบาทไปจนถึง 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยในปี 2563 จะได้เห็นคอนโดฯ Super Luxury จากแบรนด์นี้อีกด้วย เรียบเรียงโดย : มาลิลี พรภัทรเมธา อีเมล : [email protected]