แม้จะไม่ใช่รายแรกที่นำเทคโนโลยีพรีคาสท์มาใช้ในการก่อสร้างบ้าน แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและผู้ใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปในการก่อสร้างบ้าน รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากจำนวนโรงงานที่มีอยู่ทั้งหมด 5 แห่ง ทำให้ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่ใช้นวัตกรรมสร้างบ้านด้วยชิ้นส่วนสำเร็จรูปเป็นอันดับ 1 ด้วยความสามารถในการผลิตสูงสุดถึง 750 หลังต่อเดือน
ระบบการก่อสร้างบ้านของพฤกษาหรือพฤกษา พรีคาสท์ เป็นส่วนหนึ่งของ Prefabricated System Building ซึ่งจะทำการผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปจากโรงงานก่อนแล้วจึงนำมาประกอบที่หน้างาน มีรูปแบบการก่อสร้าง 2 รูปแบบ คือการก่อสร้างแบบอุโมงค์ (Tunnel Form Technology) สำหรับสร้างทาวน์เฮ้าส์เป็นหลัก และเทคโนโลยีพฤษา พรีคาสท์ (Pruksa Precast Technology) สำหรับสร้างบ้านเดี่ยว คอนโดฯ และทาวน์เฮ้าส์บางประเภท
นับจากโรงงานแห่งแรกที่ก่อสร้างเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ปัจจุบันการผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปพัฒนาไปมาก พร้อมกับความเชี่ยวชาญในการติดตั้ง เริ่มตั้งแต่โปรแกรม 3D ในการออกแบบ ซึ่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการกำหนดจุดเชื่อมต่อหรือประกอบแผ่นพรีคาสท์ และอีกความพยายามสำคัญคือการแก้ปัญหาน้ำรั่วซึมตามรอยต่อที่เป็นจุดอ่อนสำคัญของบ้านพรีคาสท์
“การเชื่อมต่อของชิ้นส่วนหรือการประกอบแผ่นพรีคาสท์มีหลายวิธี ของพฤกษาฯนั้นใช้แบบเหล็กเสียบ (คล้ายการต่อเลโก้) และอัดด้วยปูนชนิดพิเศษเรียกว่าปูน Grout มีคุณสมบัติพิเศษคือไม่หดตัว รับแรงดันและแรงอัดได้สูง และเสริมอีกชั้นด้วยกาว Polyurethane หรือ PU (กาวที่ติดรอยต่อกระจกบนตึกสูง) ป้องกันการรั่วซึมจากภายนอก”
“อย่างไรก็ตาม PU ก็มีระยะเวลาในการใช้งาน และบางทีการยืดหดของกาวก็ทำให้มองเห็นผนังบ้านเป็นรอยร้าว ซึ่งเป็นรอยจากการยืดและหดตัวของ PU ที่เกิดขึ้นเฉพาะเปลือกนอก ในขณะที่ในรอยต่อเนื้อในยังเหมือนเดิม ไม่ได้เสียหายเป็นอะไร”
เมื่อเทียบบ้านพรีคาสท์กับบ้านก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป จะพบว่าบ้านพรีคาสท์มีความแข็งแรงทนทานกว่ามาก โดยในส่วนของพฤกษา พรีคาสท์นั้น แผ่นพรีคาสท์มีกำลังอัดเฉลี่ย 350-450 Ksc (Ksc = Kilogram per Square Centimeter หรือกิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร) ซึ่งเป็นกำลังอัดที่สูงมากเมื่อเทียบกับบ้านทั่วไปที่จะใช้กำลังแรงอัดไม่เกิน 200 Ksc ก็เพียงพอแล้ว ด้วยกำลังแรงอัดสูงขนาดนี้จึงสามารถต้านแผ่นดินไหวได้ถึง 7 ริกเตอร์ รวมถึงรับแรงลมพายุดีเปรสชั่นได้อย่างสบาย อย่างไรก็ตามบ้านพรีคาสท์อาจมีข้อจำกัดในการต่อเติม โดยเฉพาะการทุบผนังส่วนที่ต้องรับน้ำหนักที่ไม่อาจทำได้ หรือการเจาะผนังเพื่องานตกแต่งเล็กๆน้อยๆ ที่ทำให้ยาก เนื่องจากแผ่นคอนกรีตมีความแข็งแรงมาก
นับจากวันเริ่มต้นจนถึงตอนนี้เทคโนโลยีพฤษา พรีคาสท์พัฒนาไปมาก โดยปัจจุบันสามารถทำตึกสูง 29 ชั้นด้วยพรีคาสท์ 100% ได้ และสามารถเพิ่มความเร็วในการก่อสร้างบ้าน 1 หลัง เฉลี่ยเพียง 40 วัน (เริ่มจากตอกเข็มจนถึงการโอน) เทียบจากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน หรือหากเป็นการติดตั้ง จากเดิมบ้าน 1 หลังใช้เวลาติดตั้ง 7 วันก็ลดลงเหลือเพียง 2 วัน
“ตอนนี้บ้านของพฤกษาฯ จะยังไม่ใช่ระบบสำเร็จรูปแบบ 100% แต่งานหลายส่วนได้กลับมาใช้พรีแฟบเกือบทั้งหมด ประตูวงกบมาพร้อมโครงเลย หน้าต่างก็เช่นกัน รวมไปถึงบันได โครงหลังคาก็เป็นพรีแฟบ ที่หน้าไซต์งานก็จะมีเฉพาะงานเปียก เช่น ปูกระเบื้อง เป็นต้น ซึ่งอนาคตจะพัฒนาห้องน้ำให้เป็นสำเร็จรูปเช่นกันคือหล่อมาเลย ซึ่งจะเหมือนในญี่ปุ่นที่เป็นบ้านพรีคาสท์แบบ 100% แค่นำมาประกอบเพียงอย่างเดียวที่หน้างาน”
ข้อดีของพฤกษา พรีคาสท์
1.คุณภาพสม่ำเสมอ เพราะทุกขั้นตอนถูกควบคุมด้วยระบบเทคโนโลยีทันสมัยและระบะคอมพิวเตอร์ มีการตรวจสอบคุณภาพก่อนติดตั้ง
2.คงทนแข็งแรง เพราะทุกชิ้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กและใช้เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักชั้นบน (Load Bearing Wall) ทำให้ทนต่อแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้มากกว่าการก่อสร้างแบบผนังก่ออิฐทั่วไป
3.เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยลดปัญหาขยะ ลดมลภาวะทางเสียง ฝุ่น และปัญหาการจราจรในสถานที่ก่อสร้าง
4.เป็นระบบการก่อสร้างที่ไม่มีเสาและคาน ทำให้บ้านมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น จัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ลงตัวมากกว่า
5.ความต้านทานไฟสูงกว่าวัสดุพื้นฐานอื่นๆเช่น อิฐและไม้
6.มีค่าความเป็นฉนวนสูง จึงสามารถป้องกันความร้อนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี
7.มีค่าความทึบเสียงมากกว่าวัสดุประเภทอิฐและไม้ จึงสามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี
8.ต้านทานการซึมน้ำสูง ทำให้สีพื้นผิวมีความคงทานสวยงามและไม่เกิดเชื้อรา
9.ก่อสร้างได้ในทุกพื้นที่ สามารถขนย้ายไปก่อสร้างได้แม้ในที่ห่างไกล และการก่อสร้างมีคุณภาพเท่าเทียมกัน
10.ลดต้นทุนการก่อสร้างและแรงงานได้มากกว่าการก่อสร้างด้วยวิธีอื่นๆ
11.ลดระยะเวลาในการก่อสร้าง (การประกอบโครงสร้างน้อยกว่าการก่อสร้างด้วยวิธีอื่นๆ)