
สำหรับเพื่อนๆ ผู้อ่านที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน หรือกำลังจะซื้อบ้าน บางคนอาจสงสัยว่า คอนกรีต ที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านของเรานั้นเป็นคอนกรีตประเภทไหน? มีคุณสมบัติอย่างไร? มีคุณภาพดีพอสำหรับการอยู่อาศัยในระยะยาวหรือเปล่า?

สำหรับเพื่อนๆ ผู้อ่านที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน หรือกำลังจะซื้อบ้าน บางคนอาจสงสัยว่า คอนกรีต ที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านของเรานั้นเป็นคอนกรีตประเภทไหน? มีคุณสมบัติอย่างไร? มีคุณภาพดีพอสำหรับการอยู่อาศัยในระยะยาวหรือเปล่า?
เพื่อไขข้อสงสัยของเพื่อนๆ บทความนี้ทีมงานแอดมิน Home Buyers ได้ไปค้นหาข้อมูลมาให้แล้วค่ะ โดย คอนกรีตจะมีทั้งหมด 5 ประเภท ซึ่งแต่ละแบบจะมีคุณสมบัติเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลยค่ะ เรามีความรู้ที่น่าสนใจจากกูรูสายวิศวกรโยธามาฝากกันแล้ว
คอนกรีต คือสิ่งสำคัญสำหรับการก่อสร้าง ถึงขนาดที่ต้องมีวิชาความรู้ด้านคอนกรีตโดยเฉพาะ เรียกว่า Concrete Technology วิชาสำคัญของนักศึกษาวิศวกรโยธาต้องเรียนรู้เพื่อนำมาใช้งาน โดยคอนกรีตได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้ในปัจจุบันมีคอนกรีตให้เลือกอย่างหลากหลายมากถึง 5 ประเภท และแต่ละประเภทถูกผลิตขึ้นมาให้ใช้ประโยชน์แตกต่างกัน
การใช้งานคอนกรีตต้องทำให้อยู่ในสภาพเหลวโดยการผสมน้ำทุกครั้ง เพื่อที่จะได้เทคอนกรีตลงในแบบหล่อให้เป็นรูปต่างๆ ได้ เมื่อคอนกรีตแข็งตัวและแกะแบบหล่อออก จึงสามารถนำมาใช้เป็นโครงสร้างรับแรงตามที่วิศวกรออกแบบ โดยเมื่อนำเหล็กมาประกอบกับคอนกรีต เพื่อรับแรงอัดและแรงดึง เราก็จะได้โครงสร้าง คอนกรีตเสริมเหล็ก ที่สามารถนำไปใช้งานได้ตามต้องการ
ปกติหากเป็นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการก่อสร้างก็มักจะเรียกคอนกรีตว่า ปูน ซึ่งแม้จะดูเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วคอนกรีตก็คือวัสดุหลังจากผสมปูนซีเมนต์ หิน ทราย และน้ำ แล้วนั่นเอง โดยเหตุผลที่คอนกรีตสามารถแบ่งได้หลายประเภท ก็เนื่องจาก ผงซีเมนต์ ที่เป็นส่วนผสมของคอนกรีต มีการผลิตมาด้วยวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้ 5 ประเภทตามการใช้งาน อ้างอิงตามมาตรฐาน มอก.15 เล่ม 1 ได้ดังนี้
ถือเป็นประเภทที่นิยมใช้มากที่สุดในประเทศไทย มักใช้ในงานก่อสร้าง งานคอนกรีต หรือทำผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ต้องการคุณภาพใดพิเศษ โดยเหมาะสำหรับงานคอนกรีตทั่วไป เช่น อาคาร, พื้นอาคาร, ถนน, อ่างเก็บน้ำ, ท่อน้ำ และผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป นอกจากนี้ยังเหมาะกับโครงสร้างคอนกรีตที่ต้องการความแข็งแรงสูง เช่น อาคารสูง และสนามกีฬาขนาดใหญ่ เป็นต้น
เหมาะสำหรับงานโครงสร้างคอนกรีตที่ต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำ ที่มีความเข้มข้นของซัลเฟตสูงกว่าปกติ แต่ไม่ถึงในระดับรุนแรง นอกจากนี้ยังเหมาะกับใช้งานในโครงสร้างที่มีความหนามาก เช่น ฐานรากขนาดใหญ่ หรือกำแพงดินที่มีความหนามากๆ เนื่องจากอัตราการเกิดความร้อนจะช้ากว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 จึงลดโอกาสการแตกร้าวเนื่องจากความร้อนได้
มีความละเอียดมากกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 เหมาะกับงานคอนกรีตที่ต้องใช้ความเร็ว หรือถอดแบบในเวลาอันสั้น และงานผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูป เช่น แผ่นพื้นอัดแรง, เสาไฟฟ้า หรือ เสาและคานสำเร็จรูปสำหรับงานอาคาร เป็นต้น โดยไม่ควรใช้ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ในงานโครงสร้างขนาดใหญ่
ถือเป็นประเภทปูนซีเมนต์ที่เกิดความร้อนน้อยกว่า ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 2 เหมาะสำหรับงานคอนกรีตหลา เช่น เขื่อน เป็นต้น เพราะอุณหภูมิของคอนกรีตขนาดก่อตัวจะต่ำกว่าปูนซีเมนต์ประเภทอื่นๆ จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการแตกร้าวเนื่องจากความร้อนได้
ถือเป็นประเภทปูนซีเมนต์ที่เหมาะกับงานโครงสร้างที่ต้องสัมผัสกับเกลือซัลเฟตอย่างรุนแรง จากดินหรือน้ำที่มีปริมาณซัลเฟตสูง เช่น งานก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย หรืองานโครงสร้างใต้ดิน เป็นต้น
เพื่อให้งานก่อสร้างต่างๆ ราบรื่น สิ่งที่จำเป็นเลยก็คือการเลือกประเภทซีเมนต์อย่างถูกต้อง โดยซีเมนต์ที่ขายทั่วไปตามร้านขายวัสดุก่อสร้างมักมีเพียง 2 ประเภท คือ ซีเมนต์ประเภท 1 (Portland Cement) สำหรับงานโครงสร้าง และอีกประเภทสำหรับการใช้ทำงานก่อฉาบ ซึ่งในตลาดปัจจุบัน ผู้จัดจำหน่ายที่วางขายซีเมนต์โดยทั่วไปจะมี 2 บริษัทหลักคือ กลุ่มปูนซีเมนต์ไทย และกลุ่มบริษัททีพีไอ
ซึ่งถ้าเป็นซีเมนต์สำหรับงานโครงสร้างในกลุ่มปูนซีเมนต์ไทยจะเป็นปูนตราช้าง ส่วนซีเมนต์สำหรับงานก่อฉาบคือปูนตราเสือ ส่วนในกลุ่มบริษัททีพีไอ ซีเมนต์สำหรับโครงสร้างคือปูนแดง ส่วนงานก่อฉาบคือปูนเขียว และในกลุ่มบริษัทอื่นๆ จะมีซีเมนต์อยู่ 2 ประเภทเช่นกัน ดังนั้นถ้าหากเราต้องเป็นคนซื้อหรือให้ผู้รับเหมาซื้อ ก็ควรที่จะทราบชนิดของซีเมนต์ต่างๆ เพื่อผสมคอนกรีตให้ถูกประเภท
ในทางวิศวกรรม ตัวชี้วัดคุณภาพของคอนกรีตคือกำลังอัดของคอนกรีตเมื่อมีอายุ 28 วัน โดยมีหน่วยเป็น KSC (Kilogram per Square Centimeter) หากต้องการทราบค่าดังกล่าว จะต้องนำไปทดสอบในห้องปฏิบัติการตามสถาบันที่มีเครื่องทดสอบ หรือมหาวิทยาลัยที่มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยงานที่มีข้อกำหนดต้องมีการตรวจวัดค่ากำลังอัดของคอนกรีต เพื่อยืนยันว่าได้ค่าตรงกับการออกแบบโครงสร้างวิศวกรหรือไม่
แต่เนื่องจากคุณภาพของคอนกรีตสำหรับการก่อสร้างในแต่ละผู้รับเหมาจะมีหลายระดับมาก หากเป็นคอนกรีตที่ผสมขึ้นมาเองตามหน่วยงานจึงอาจมีคุณภาพกำลังอัดไม่ดีพอ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าว จึงได้มีกฎหมายกำหนดให้วิศวกรโครงสร้างออกแบบด้วยการกำหนดกำลังอัดของคอนกรีตที่ไม่สูง เพื่อว่าแม้ผสมคอนกรีตออกมาอย่างไรก็ยังอยู่ในข้อกำหนดของการออกแบบได้นั่นเอง ยกเว้นอาคารที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างดีก็จะยอมให้ออกแบบด้วยกำลังอัดของคอนกรีตที่สูงได้
หากต้องการคอนกรีตที่มีกำลังอัดได้มาตรฐานก็ต้องใช้คอนกรีตสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงงานผลิต (Concrete Plant) โดยการสั่งคอนกรีตสำเร็จรูปดังกล่าว เกิดขึ้นได้เมื่อระบุค่ากำลังอัดของคอนกรีตที่ผู้รับเหมาจะใช้ โดยกำลังอัดของค่าคอนกรีตสำหรับการสร้างบ้าน แนะนำให้สั่งที่กำลังอัด 210 KSC หรือ 240 KSC ก็เพียงพอแล้ว
และนี่คือความรู้พื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับ คอนกรีตทั้ง 5 ประเภท รวมถึงการใช้งานคอนกรีตเพื่อการก่อสร้าง ที่ Home Buyers นำมาฝากกันค่ะ แอดมินว่ามีประโยชน์มากๆ เลยสำหรับคนทั่วไปอย่างเรา ที่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างบ้านด้วยตัวเอง แต่การมีความรู้ติดตัวไว้ ย่อมทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้นในเวลาต้องพูดคุยกับวิศวกรหรือผู้รับเหมา โดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมคุณภาพการก่อสร้างนั่นเองค่ะ
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย