บทบาทของแสงสว่างโดยเฉพาะแสงประดิษฐ์จากหลอดไฟฟ้ามีส่วนในการสร้างบรรยากาศในแต่ละห้องของบ้านไม่น้อย นอกจากการให้แสงสว่างแล้วแสงประดิษฐ์จากหลอดไฟยังช่วยขับให้เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นภายในบ้านดูโดดเด่นขึ้นมาได้ หรือในทางกลับกันถ้าเรากำหนดแสงไม่ถูกต้องก็อาจจะทำให้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นหมดราคาลงไปได้ เช่นเดียวกัน
ก่อนที่ผมจะพาคุณออกไปเลือกซื้อหลอดไฟฟ้าเพื่อมาประดับตกแต่งให้เกิดแสงสว่างภายในบ้านให้น่าอยู่ ผมว่าเรามารู้จักชนิดและลักษณะของหลอดไฟกันก่อนเพื่อให้คุณสามารถใช้เป็นข้อมูลที่จะคุยกับพนักงานขายได้รู้เรื่อง
ชนิดของแสงสว่างที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด
1.แสงเดไลท์ เป็นแสงสีขาวซึ่งมีความสว่างค่อนข้างมากเหมาะสำหรับพื้นที่ ๆ ต้องการแสงสว่างมาก ๆ เช่น โคมไฟโต๊ะทำงาน , แสงไฟสำนักงานในส่วนของพนักงานที่ต้องการแสงสว่างให้เพียงพอ
2.แสงคูลไวท์เป็นแสงสีเหลืองหรือสีแสงจันทร์เป็นแสงที่ให้ความนุ่มนวลมากกว่าแสงเดไลท์ของฟลูออเรสเซนต์ แสงชนิดนี้ใช้ได้ทั้งสำนักงานและบ้านพักอาศัย
3.แสงวอร์มไวท์ เป็นแสงสีแดงเมื่อเทียบกับหลอดไส้ในสมัยก่อนแต่ปัจจุบันมีการเคลือบสีโคมเพื่อให้แสงที่ออกมานุ่มนวลขึ้นแสงชนิดนี้มีทั้งในหลอดไส้ , หลอดดิสชาร์จเป็นหลอดแบบไม่มีไส้
สำหรับประเภทของหลอดไฟผมขอแนะนำดังนี้ครับ
หลอดไส้ (INCANDESCENT LAMPS)เป็นหลอดที่ให้แสงสว่างออกมาได้โดยผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าที่หลอดไส้ ซึ่งทำให้มันร้อนและให้แสงออกมา หลอดไส้ยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1.หลอดไส้แบบธรรมดา (Normal incandescent Lamp)
2.หลอดทังสเตนฮาโลเจน (Tungsten Halogen Lamp) เป็นหลอดที่ไม่ค่อยนิยมใช้กันในบ้านเพราะค่อนข้างจะกินไฟสูง
3.หลอดดิสชาร์จ (Discharge Lamps)
เป็นหลอดไฟฟ้าที่ไม่มีไส้หลอดแต่ให้แสงออกมาโดยการกระตุ้นก๊าซที่อยู่ภายในหลอดซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกเป็นแบบความดันต่ำและแบบความดันสูงมีอยู่หลายชนิดแต่ในที่นี้ผมขอแนะนำแค่ 2 ชนิดที่นิยมใช้กัน คือ หลอดฟลูออเรสเซ็นต์และคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ซึ่งเป็นหลอดที่นิยมใช้ภายในบ้านพักอาศัย
หลอด SL แบบขั้วเกลียวมีบัลลาสต์ในตัว มีขนาด 9,13,18,25 วัตต์ ประหยัดไฟร้อยละ 75 เมื่อเทียบกับหลอดไส้ เหมาะกับสถานที่ที่เปิดไฟนาน ๆ หรือบริเวณที่เปลี่ยนหลอดยาก เช่น โคมไฟหัวเสา ทางเดิน เป็นต้น
หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ 4 แท่งขั้วเกลียว (หลอด PL**E/C) ขนาด 9,11,15, และ 20 วัตต์ มีบัลลาสต์อีเล็กทรอนิกส์ ในตัวเปิดติดทันที ไม่กระพริบ ประหยัดไฟได้ร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับหลอดไส้
1.หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ตัวยู 3 ขด (หลอด PL**E/T) ขนาดกะทัดรัด 20 และ 23 วัตต์ ขจัดปัญหาหลอดยาวเกินโคม ประหยัดไฟได้ร้อยละ 80 ของหลอดไส้
2.หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ขั้วเสียบ (หลอด PLS) บัลลาสต์ภายนอกขนาด 7,9 และ 11 วัตต์ ประหยัดไฟได้ร้อยละ 80 ของหลอดไส้
3.หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ 4 แท่งขั้วเสียบ (หลอด PLC) บัลลาสต์ภายนอก ขนาด 8,10,13,18,และ 26 วัตต์ประหยัดไฟร้อยละ 80 ของหลอดไส้
สำหรับการออกแบบแสงสว่างภายในบ้านสามารถออกแบบได้เป็น 2 ลักษณะดังนี้ครับ
1.แสงทางตรง คือแสงที่ส่องจากฝ้าเพดานลงสู่พื้น เช่น โคมไฟที่ฝังอยู่บนฝ้าเพดาน
2.แสงทางอ้อม คือ แสงที่เกิดจากการส่องผ่านจากโคมไฟไปกระทบพื้น , ผนัง , ฝ้าเพดาน เพื่อให้แสงสว่างสำหรับห้อง เช่น ไฟกิ่ง ติดผนัง , โคมไฟตั้งโต๊ะ , ไฟซ่อนในหลุมฝ้า เป็นต้น
เอาเป็นว่าผมแนะนำให้คุณรู้จักทั้งชนิดของแสงชนิดของหลอดและลักษณะแสงไฟ คราวนี้เรามาดูกันว่าแสงไฟในแต่ละห้องในบ้านควรเป็นอย่างไร
1.ห้องรับแขก / ห้องพักผ่อน ควรเป็นบรรยากาศที่ดูหรูหราอบอุ่นเพราะฉะนั้นแสงที่ใช้ควรเป็นแสงคูลไวท์และวอร์มไวท์ผสมกัน
2.ห้องสมุด / ทำงาน เป็นห้องที่ต้องการแสงสว่างที่มากเพียงพอต่อการอ่านหนังสือและทำงาน ดังนั้นแสงที่เหมาะสมคือแสงเดไลท์สำหรับโต๊ะทำงาน และวอร์มไวท์ , คูลไวท์สำหรับสร้างบรรยากาศ
3.ห้องรับประทานอาหาร แสงที่ควรจะใช้คือวอร์มไวท์และคูลไวท์เพื่อสร้างบรรยากาศในการรับประทานอาหาร
4.ห้องครัว เป็นห้องที่ต้องการแสงสว่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการบรรยากาศ ดังนั้นแสงที่เหมาะสมคือแสงเดไลท์ผสมกับคูลไวท์ เช่น เอาแสงเดไลท์ซ่อนใต้ตู้ลอย และแสงคูลไวท์ติดตั้งบนฝ้าเพดาน
5.ห้องนอน เป็นห้องที่ต้องการความอบอุ่นเพื่อการนอนหลับนอนอย่างมีความสุข แสงที่เหมาะสมคือ แสงคูลไวท์
สุดท้ายนี้ผมหวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้คงมีประโยชน์ต่อการเลือกซื้อและเลือกใช้แสงสว่างสำหรับคุณนะครับ