ความรักคือธรรมชาติ...(2)

หนังสือเทรนด์เปิดประเด็นต่อโดยเล่าว่ามนุษย์จะเรียนรู้ที่จะให้กันมากขึ้น เข้าสู่ยุคของการให้ ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันในเรื่องต่างๆ เราแบ่งปันพื้นที่ร่วมกันบนโลกใบนี้เพื่ออาศัยร่วมกัน แบ่งปันน้ำ อากาศ พลังงาน อาหาร เรียนรู้เงื่อนไขในธรรมชาติและตระหนักถึงการอนุรักษ์ (Eco-awareness) จากประสบการณ์ในการให้ผ่านช่วงวัยต่างๆ ด้วยรูปแบบของอาจารย์กับศิษย์ที่ให้ความรู้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้หรืองานฝีมือจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม หรือแม้แต่การบริจาค ที่ทุกวันนี้หมดยุคแล้วที่คนรวยมีสตางค์จะใช้ชีวิตอู้ฟู่ใส่ทองหยองเต็มตัวเพื่อแสดงให้คนเห็นว่าร่ำรวย ความคิดของการมีความสุขเพียงเพื่อตัวเองก็เริ่มหมดยุคลง หลายคนให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Angelina Jolie หรือเจ้าแม่รายการทอล์คโชว์ฝั่งอเมริกาอย่าง Oprah Winfrey ที่มักจะให้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือบริจาคเงินให้กับมูลนิธิต่างๆ เพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มให้เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมโลกใบนี้ คำว่าให้หรือแบ่งปันนั้นสอดประสานกับคำว่ารัก คำว่าธรรมชาติ ซึ่งเราอาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆ คือ ระบายความสุขเปื้อนใบหน้าทุกวันอย่างการยิ้ม ใช้ชีวิตเรียบๆ ง่ายๆ สุขกับสิ่งที่ไม่ปรุงแต่งอย่างดอกไม้ในสวนหรือระเบียงหลังบ้าน ฟังเสียงดนตรี หยิบยื่นมิตรภาพให้กับคนที่พบเจอ ซึ่งเงินซื้อหาสิ่งเหล่านี้มาไม่ได้ แต่เราสามารถหามาได้  >

จากบางคำพูดที่เล่าไปอาจดูเพ้อฝันเป็นนามธรรม แต่สามารถสื่อออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน อาทิเช่น งาน Ecodesign ต่างๆ งาน Sustainable ก็สื่อให้เห็นว่าเรารักกัน เรารักโลก และเป็นผู้บริโภคที่รับผิดชอบ ใส่ใจกับสิ่งรอบตัว ใส่ใจกับสิ่งที่ซื้อหามามากขึ้น

เป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และสัมผัสกับท้องทุ่งขอชนบทที่มีดอกไม้บานสะพรั่ง การสวมใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าที่เบาสบายคงจะทำให้รู้สึกดีที่สุด ซึ่งไปด้วยกันได้ดีกับเทรนด์ภาพพิมพ์กลิ่นอายธรรมชาติอย่างลายดอกไม้เล็กๆ (Floral Printing)   

ซึ่งนอกจากกลิ่นอายลวดลายดอกไม้ที่ใช้ในวงการแฟชั่นเสื้อผ้าแล้ว เราอาจนำลวยลายเหล่านี้มาปรับใช้กับพรม ผ้าม่าน วอลล์เปเปอร์ ชุดเครื่องนอน ผ้าบุโซฟา ชุดถ้วยชาม หรือแม้แต่แผ่นกระเบื้องปูพื้นได้ ซึ่งโดยภาพรวมแล้วจะดูออกแนววินเทจหน่อยๆ จากลูกไม้หรือภาพพิมพ์นูนปะปน (Floral Vintage) หรือดอกไม้ที่มีความสะพรั่งสีสดขึ้นมาอีกระดับแบบ Retro Floral ซึ่งลวดลายจะวางอยู่บนพื้นฐานของความสดชื่น สบายตาสบายใจ เรียบง่าย ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริงและมีอิสระ ทุกอย่างจะใช้ Pattern ที่เรียบง่ายไม่หนักหน่วง ใช้สีขาวหรือสีหวานๆ (ที่มีสีขาวเจือ) ตามแบบ Minimalism

พลิกอ่านนิตยสารแฟชั่นดูต่อก็พบว่าเหล่าบรรดาแบรนด์ต่างๆ ก็ใช้แนวคิดเหล่านี้เป็นตัวชูโรงผลิตภัณฑ์ของตน โดยใช้ดอกไม้ใบหญ้าและองค์ประกอบในธรรมชาติมาสร้างความสบายตาสบายใจให้กับผู้อ่านและยั่วยวนให้ลองใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นดูเช่นกัน  

ตัวอย่างภาพโฆษณาจากเครื่องประดับเพชรแบรนด์ "De Beers" และน้ำหอมจากแบรนด์ "Issey Miyake" ก็ใช้ความงดงามอ่อนช้อยและสีสันของดอกไม้มาดึงดูดความสนใจและแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ หรือแม้แต่ภาพโฆษณาของสุขภัณฑ์แบรนด์ "Axor" ก็ใช้ความเขียวและหมู่มวลดอกไม้มาเป็นองค์ประกอบของภาพเช่นกัน ดูแล้วรู้สึกสบายตาดีจัง  

ถึงเวลานี้แล้วคำพูดที่เพื่อนเคยบอกว่าความรักคือธรรมชาติเราเริ่มเข้าใจแล้วล่ะค่ะ มันคือส่วนผสมของการรู้จักใช้ชีวิตซึ่งเริ่มต้นจากตัวเรา คือการเริ่มมองโลกในแง่ดี มีรอยยิ้มและการให้ ซึ่งจะนำมาด้วยมิตรภาพและความรัก เข้าใจการยืดหยุ่นผ่อนปรน ไม่ขัดไม่ฝืน ปล่อยให้เป็นไปอย่างอิสระ (อย่างมีสติ) เสมือนวิถีในธรรมชาติไงค่ะ ยังไงถ้าวาเลนไทน์ปีนี้ยังไม่มีโอกาสได้รับดอกไม้ช่อโต ก็ลองหาทางเดินแห่งรักโดยใช้ธรรมชาตินำทางดูนะคะ

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง