ประเด็นที่ 1 โครงสร้างอาคาร เช่นตึกแถว อาคารพาณิชย์ บ้านจัดสรรมีความแข็งแรงต่อการต้านทานแรงดันน้ำได้แค่ไหน
โดยปกติแล้ว โครงสร้างบ้านเรือนที่ก่อสร้างจากคอนกรีตจะค่อนข้างแข็งแรงกว่าบ้านเรือนที่ ก่อสร้างด้วยไม้ เนื่องจากมีการเสริมเหล็กเส้นอยู่ข้างใน ดังนั้นหากเป็นอาคารที่ก่อสร้างจากคอนกรีต ที่มีการออกแบบและก่อสร้างอย่างถูกต้องตามมาตรฐานทางวิศวกรรม ค่อนข้างจะแน่ใจได้ระดับหนึ่งว่า จะสามารถต้านแรงดันน้ำในระดับความสูงไม่เกิน 2 เมตร โดยไม่ทำให้โครงสร้างเสียหายรุนแรงหรือพังทลาย แต่หากอาคารก่อสร้างไม่ถูกต้องตามหลักทางวิศวกรรม เช่น เสามีขนาดเล็กหรือเสริมเหล็กน้อยเกินไป ก็อาจจะพบความเสียหายได้ และหากเป็นบ้านเรือนที่ก่อสร้างจากไม้ ความแข็งแรงจะน้อยกว่าบ้านคอนกรีต และมีโอกาสจะพบความเสียหายได้มากกว่าอาคารคอนกรีต
ประเด็นที่ 2 โครงสร้างส่วนใดของอาคารมีโอกาสที่จะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมได้มาก
ผนังอิฐก่อ และพื้นของชั้นล่างของอาคารที่จมอยู่ในน้ำ จะเป็นส่วนที่ได้รับความเสียหายมากกว่าส่วนอื่นๆ เนื่องจากผนังและพื้นมีพื้นที่ปะทะน้ำมากกว่า ทำให้ต้องแบกรับแรงดันน้ำค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ คาน และเสา ลองคิดดูง่ายๆ น้ำที่สูง 1 เมตรจะมีแรงดันถึง 1 ตันหรือ 1000 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และหากสูง 2 เมตรก็จะมีแรงดันสูงถึง 2 ตันหรือ 2000 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แต่ผนังอิฐหรือพื้นคอนกรีตเราไม่ได้ออกแบบให้ต้านแรงดันน้ำได้สูงขนาดนั้น เช่น ผนังอิฐส่วนใหญ่จะรับแรงดันได้ราวๆ 100-200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ส่วนพื้นคอนกรีตโดยทั่วไปจะออกแบบให้รับน้ำหนักได้ประมาณ 200-300 กิโลกรัมต่อตารางเมตรเท่านั้น ดังนั้นระดับน้ำที่สูง 1-2 เมตร อาจจะทำให้กำแพงแตกพังทลาย หรือ พื้นรับน้ำหนักมากเกินไปจนแอ่นตัวได้ โดยในช่วงแรกที่น้ำมาล้อมบ้านแต่ยังไม่ได้เข้ามาภายในบ้าน จะมีแรงดันน้ำทางด้านล่างดันให้พื้นแอ่นตัวขึ้นจนพื้นแตก และถ้าเป็นพื้นไม้หรือพื้นสำเร็จที่ไม่ได้เทคอนกรีตทับหน้า ก็อาจจะหลุดลอยน้ำไปได้ แต่เมื่อน้ำไหลเข้าไปภายในบ้านแล้วก็จะเกิดแรงดันน้ำดันพื้นให้แอ่นลง เพื่อรักษาระดับแรงดันของน้ำทั้งด้านในและด้านนอกให้สมดุลกัน
ประเด็นที่ 3 คาน กับ เสา มีโอกาสแตกร้าวเสียหายแค่ไหน
คาน กับเสาที่มีขนาดเล็กเกินไป เช่น เสาที่มีขนาดเล็กกว่า 20 ซม. และอาคารบ้านจัดสรรที่นิยมใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปอาจมีปัญหาที่รอยต่อระหว่าง ชิ้นส่วนต่างๆ ที่นำมาประกอบกันเป็นโครงสร้างอาคาร คานกับเสาอาจจะได้รับความเสียหาย โดยอาจสังเกตเห็นรอยแตกร้าวในคานและเสา แต่บางครั้งอย่าเพิ่งกลัวจนเกิดเหตุ บางทีรอยแตกร้าวที่เห็นอาจปรากฎเฉพาะในส่วนที่เป็นผิวปูนฉาบเท่านั้น โดยที่ตัวโครงสร้างจริงๆ อาจจะยังไม่เสียหายก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อความแน่ใจ หากพบรอยแตกร้าวหรือเนื้อปูกะเทาะออกมา ควรรีบปรึกษาวิศวกร ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือ หากเสามีขนาดเล็กไม่ได้มาตรฐานก็อาจหักจนเห็นเหล็กดุ้ง นอกจากนี้โครงสร้างที่แช่น้ำอยู่เป็นเวลานาน เหล็กเสริมก็อาจเกิดสนิมขึ้นได้เช่นกัน จึงต้องรีบซ่อมแซมมิฉะนั้นอาจล้มจนแก้ไขไม่ทัน
ประเด็นที่ 4 ฐานรากของอาคารมีโอกาสได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหน
ฐานรากของอาคารเป็นส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำโดยตรง จึงมีโอกาสที่จะเสียหายได้มากกว่าโครงสร้างที่อยู่ข้างบนในทางวิศวกรรม ฐานรากมีอยู่สองชนิดคือฐานรากที่วางบนดิน และ ฐานรากที่วางบนเสาเข็ม หากเป็นฐานรากวางบนดินมีโอกาสที่น้ำซึ่งไหลผ่านไปจะกัดเซาะดินใต้ฐานราก ดังนั้นภายหลังจากที่น้ำลดแล้ว ก็อาจจะเห็นฐานรากซึ่งเคยฝังอยู่ใต้ดินโผล่ขึ้นมา ตรงนี้อาจมีผลต่อโครงสร้างได้ เนื่องจากเมื่อดินถูกชะไปจะทำให้ฐานรากทรุดและอาจทำให้โครงสร้างสูญเสียการ ทรงตัวจนพังทลายได้ ในกรณีที่เป็นฐานรากบนเสาเข็มสั้นๆ กำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มอาจจะลดลงเมื่ออยู่ในดินที่ชุ่มน้ำ ซึ่งอาจทำให้กำลังรับน้ำหนักลดลงได้เช่นกัน อีกจุดหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นห่วงคือฐานรากที่จมอยู่ใต้น้ำ 1-2 เมตร จะเกิดแรงดันน้ำยกบ้านให้ลอยขึ้น โดยเฉพาะหากเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีน้ำหนักไม่มากและไม่ได้ใส่เหล็กเดือยยึด เสาเข็มกับฐานรากเข้าไว้ด้วยกัน อาจทำให้ตัวบ้านลอยเคลื่อนออกจากฐานรากซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ส่วน บ้านที่ใช้เสาเข็มยาวๆที่หยั่งลงไปในชั้นดินแข็งที่ระดับลึกๆ และมีเหล็กเดือยยึดระหว่างเสาเข็มและฐานรากก็จะเป็นโครงสร้างที่มีความ ปลอดภัยสูงกว่า
ประเด็นที่ 5 ข้อระวังอาคารที่มีชั้นใต้ดิน
อาคารที่มีชั้นใต้ดินอาจมีน้ำท่วมขังนานกว่าปกติ การระบายน้ำออกต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อรักษาระดับแรงดันน้ำให้สมดุล ทั้งภายในและภายนอกอาคาร หากเร่งระบายน้ำเช่น สูบน้ำออกจากชั้นใต้ดินทันทีทันใด แรงดันน้ำที่อยู่ด้านนอกอาจจะดันให้ผนังหรือกำแพงแตกหักหรือพังทลาย หรือ ทำให้พื้นชั้นใต้ดินแอ่นขึ้นจนแตกได้ทันที เหมือนดังเช่นที่เราใช้หลอดดุดอากาศออกจากกล่องพลาสติกแล้วทำให้แรงดันอากาศ ภายนอกดันให้กล่องบุบเสียหาย ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มระบายน้ำออกจากชั้นใต้ดินต้องรอให้ระดับน้ำด้านนอกลด ลงจนหมดเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆระบายน้ำจากชั้นใต้ดินวันละ 0.5 เมตร ทำเครื่องหมายระดับน้ำไว้ จากนั้นวันรุ่งขึ้นเช็คระดับน้ำที่ทำเครื่องหมายไว้ หากระดับน้ำไม่เพิ่มขึ้นให้สูบออกอีก 0.5 เมตรแล้วรอดูวันถัดไป แต่หากระดับน้ำสูงขึ้นแสดงว่าแรงดันน้ำด้านนอกยังสูงอยู่ ต้องรอให้แรงดันน้ำด้านนอกลดลงเสียก่อน จึงจะเริ่มสูบน้ำออกต่อไปได้
ประเด็นที่ 6 แนวทางการซ่อมแซมอาคารที่เสียหายจากน้ำท่วมเป็นอย่างไร
การซ่อมแซมโครงสร้างอาคารที่ได้รับความเสียหายขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งพอสรุปเป็นแนวทางดังนี้
1.คานและเสา หากมีรอยแตกร้าวแต่ยังไม่ถึงขั้นบิดเบี้ยวเสียรูป อาจซ่อมแซมรอยแตกร้าวด้วยการฉีดกาวอีพอกซีเข้าไปในรอยแตกร้าว และหากเหล็กเสริมเป็นสนิมจำเป็นต้องขัดเอาสนิมออกแล้วทาสีกันสนิม เสริมเหล็กเพิ่มเติมแล้วพอกคอนกรีตกลับไปเช่นเดิม
2.หากเสาหักหรือขาด ต้องรีบให้ช่างหาเสาเหล้กหรือเสาไม้มาตู๊โครงสร้างโดยด่วน เนื่องจากเสาที่หักจะรับน้ำหนักไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นโครงสร้างอาจจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ จะต้องรีบปรึกษาวิศวกร การแก้ไขต้องทุบเสาทิ้งและหล่อเสาขึ้นใหม่
3.พื้นหรือกำแพงที่ถูกแรงดันน้ำดันจนแอ่นตัวหรือทรุดตัว จะถือว่าพื้นหรือกำแพงนั้นใช้การไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนใหม่ หากเป็นกำแพงให้ก่ออิฐขึ้นใหม่ หากเป็นพื้นต้องทุบทิ้งจากนั้นผูกเหล็กแล้วเทคอนกรีตใหม่
4.ในกรณีที่ตัวบ้านหลุดหรือเคลื่อนจากฐานราก จะเป็นอันตรายต่อโครงสร้างมากเพราะเท่ากับว่าบ้านไม่ได้รองรับด้วยฐานรากอีก ต่อไป จะต้องยกอาคารและทำฐานรากใหม่ ซึ่งทำเองไม่ได้ ต้องปรึกษาวิศวกรที่ชำนาญทางด้านนี้โดยตรง
ประเด็นที่ 7 นอกจากโครงสร้างอาคารแล้ว ต้องตรวจสอบอะไรอีกบ้าง ระบบโครงสร้างอาคารเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกๆที่ต้องตรวจ สอบ เนื่องจากเป็นเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร แต่ต้องไม่ลืมว่าอาคารบ้านเรือนยังประกอบด้วยระบบบริการอีก 4 ระบบ ได้แก่
1. ระบบงานสถาปัตยกรรม เช่น พื้นปาร์เก้ สีที่ทาผนัง วอลล์เปเปอร์ ประตู หน้าต่าง และอื่นๆ
2. ระบบสุขาภิบาล ได้แก่ ระบบระบายน้ำ และระบบน้ำประปา
3. ระบบไฟฟ้า เช่น ระบบแสงสว่าง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
4. ระบบเครื่องกล เช่น เครื่องปรับอากาศ ปั๊มน้ำ เป็นต้น ระบบพวกนี้ต้องตรวจดูด้วยว่าเสียหายแค่ไหน และต้องเรียกวิศวกรหรือช่างที่ชำนาญมาดูความเสียหาย
โดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา : http://www.thaireform.in.th/
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย