แม้สถานการณ์เศรษฐกิจครึ่งปีแรกที่ผ่านมาจะไม่กระเตื้องขึ้นจาก ปีก่อนมากนัก แต่สำหรับศูนย์
จำหน่ายวัสดุตกแต่งบ้านอย่าง "โฮมโปร" ยังคงมียอดขายในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ 8,668 ล้านบาท
เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.6% ในจำนวนนี้มาจากการเติบโตของสาขาเก่า 4.1% และ
สาขาใหม่ 10.5% มีกำไรสุทธิ 387 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 26.5%
ถึงแม้จะหลุดเป้าอัตราเติบโตทั้งปีที่วางไว้ 15% เล็กน้อย แต่ในสายตาของ "คุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล"
กรรมการ ผู้จัดการ "โฮมโปร" มองว่ายอดขายที่ได้ถือว่าสอบผ่าน เพราะตามปกติอัตราการจับจ่ายใช้
สอยในธุรกิจวัสดุตกแต่งช่วง ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก
สูตรสำเร็จที่ทำให้โฮมโปรมียอดขายเติบโตขึ้นมาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1) การปรับสัดส่วนสินค้า 2)
การปรับสินค้าคงคลัง และระบบโลจิสติกส์ และ 3) การทำกิจกรรมการตลาด
เริ่มจากการปรับสัดส่วนสินค้าที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 6 หมื่นรายการ โดยเพิ่มสัดส่วนสินค้าจ้างผลิต
ภายใต้แบรนด์ของ ตัวเอง (โออีเอ็ม) จากช่วงต้นปี 8% เพิ่มเป็น 10.6% และตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้
จะเพิ่มขึ้นเป็น 12%
โดยจะเลือกหมวดหมู่สินค้าที่ผู้บริโภค ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "แบรนด์" มากนัก ว่าจ้างโรงงานผลิต
เองโดยตรง จากเดิมที่ซื้อผ่านคู่ค้าหรือตัวแทนจำหน่าย อาทิ กลุ่มสินค้าฮาร์ดแวร์ ฉนวน ฯลฯ เปรียบ
เทียบแล้ววิธีการนี้ทำให้โฮมโปรมีกำไร สูงขึ้นจากเดิมมาก ประมาณการว่า ไม่ต่ำกว่า 10-20% ต่อ
รายการสินค้า
โฮมโปรวางเป้าว่าในอนาคตจะต้อง เพิ่มสัดส่วนสินค้าจ้างผลิตให้ได้ถึง 25% จะมีทั้งหมวดหมู่สินค้า
ที่ขายผสมผสานกันระหว่างแบรนด์โฮมโปร และแบรนด์ของซัพพลายเออร์ และที่ขายเฉพาะแบรนด์
โฮมโปรเพียงอย่างเดียว
ส่วนการจัดการระบบโลจิสติกส์ได้ปรับวิธีการจัดส่งสินค้าใหม่ ได้แก่ 1) ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาจาก
กลางวันเป็นกลางคืน 2) ปรับเปลี่ยนการส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังสาขาของโฮมโปร และ
ส่งต่อไปให้ลูกค้า เป็นจากศูนย์กระจายสินค้าส่งต่อไปยังลูกค้าโดยตรง และ3) มีบริการจัดส่งสินค้า
ให้คู่ค้าโดยคิดค่าธรรมเนียม 3% ของราคาสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้คู่ค้า
ขณะเดียวกันก็อัดงบฯจัดกิจกรรมการตลาด "โฮมโปร ซูเปอร์ช็อกเซล" ลดราคาสินค้าสูงสุด 70%
รวมถึงการจับมือกองทุน กบข. ให้สิทธิ์พิเศษสมาชิก กบข.ให้ส่วนลดซื้อสินค้าสูงสุด 5% เพื่อกระตุ้น
การซื้อ
ขณะที่แผนการขยายสาขาจากปัจจุบัน มี 33 สาขา แยกเป็นกรุงเทพฯ 17 สาขา และต่างจังหวัด 16
สาขา ตามแผนจะเปิดตัวสาขาใหม่อีก 1 แห่ง ที่จังหวัดภูเก็ต และในปีหน้าจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 4
แห่ง เท่าปีนี้ ส่วนการรุกตลาด ต่างประเทศยังคงต้องใช้เวลาศึกษาอีกระยะหนึ่ง โดยมองตลาด
ประเทศเพื่อนบ้านแถบอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว เขมร ฯลฯ>