ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ภายหลังจากบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ "SCG"
ได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัท ไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ "ทีจีซีไอ" เมื่อปีที่ผ่านมา
และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ส่งผลให้ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทยกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกระเบื้องปูพื้นและบุ
ผนังรายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก เพราะเมื่อนับรวมกำลังการผลิตกระเบื้องของปูนซิเมนต์ไทยและบริษัท
ต่างๆ ที่เข้าถือหุ้นผ่านบริษัทในเครือรวม 4 บริษัท ประกอบด้วย 1) บริษัท โสสุโก้ เซรามิค จำกัด 2)
บริษัท เดอะ สยามเซรามิคกรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด (เอสจีไอ) และ 3) บมจ.ไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสท
รี่ รวมถึงบริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด บริษัทลูกของปูนซิเมนต์ไทยจะมีกำลังผลิตกระเบื้อง
สูงสุดรวมกันถึงปีละกว่า 120 ล้านตารางเมตร
สำหรับการซื้อหุ้นใน "ทีจีซีไอ" ที่ผ่านมาถือเป็นดีลใหญ่ในวงการกระเบื้องเซรามิกที่เกิดขึ้นอีกครั้งในยุค
ของ "กานต์ ตระกูลฮุน" ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หลังจาก
ในช่วงวิกฤตฟองสบู่ปี 2540 "กานต์" ถือเป็นคนสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้ปูนซิเมนต์ไทยเข้าซื้อหุ้นใน
บริษัทโสสุโก้ เซรามิค และบริษัทเดอะ สยามเซรามิคกรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ และยังเป็นคีย์แมนที่ปรับนโยบาย
การผลิตกระเบื้อง "คอตโต้" ใหม่ จากสินค้าที่มีลวด ลายธรรมดามาสู่สินค้าที่เป็น "นวัตกรรม" จนสามารถ
ส่งออกไปทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ ล่าสุด บมจ.ปูนซิเมนต์ไทยกำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการรวมการ
บริหารงานด้านการตลาดและการขายของทั้ง 3 บริษัทที่ถือหุ้นผ่านบริษัทในเครือเข้าด้วยกัน ได้แก่ โสสุ
โก้ เซรามิค เดอะ สยามเซรามิคกรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ และไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่
นายกิตติชัย ไกรก่อกิจ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท โสสุโก้ เซรามิค จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า
เมื่อเร็วๆ นี้ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทโสสุโก้เซรามิค, เอสจีไอ และทีจีซีไอ ได้ตั้ง
บริษัทใหม่ในเครือภายใต้ชื่อ "โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008)" เพื่อรองรับการรวมงานบริการด้านการตลาด
และการขายสินค้าเซรามิกของ 3 บริษัทเข้าด้วยกัน วิธีการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด การ
ขาย และอำนวยความสะดวกการติดต่อให้กับร้านผู้แทนจำหน่ายในฐานะคู่ค้า
"ถ้านับแบรนด์กระเบื้องเซรามิกของทั้ง 3 บริษัทที่มีอยู่ตอนนี้ถือว่ามีหลากหลายมาก เท่าที่ทราบนโยบาย
ของปูนซิเมนต์ไทยยังคงต้องการรักษาทุกแบรนด์เอาไว้ การจัดตั้งบริษัทโสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ปฯขึ้นมาจึงช่วย
ให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และตัวผมเองได้ควบตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในบริษัทใหม่ด้วย"
สำหรับการผลิตสินค้าอาจมีกระเบื้องบางรุ่นที่จับตลาดทับซ้อนกันอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ทาง บมจ.ปูนซิ
เมนต์ไทยมีการวางตำแหน่งสินค้าตามเซ็กเมนต์ โดยคาดว่าแบรนด์ "คอตโต้" ที่ผลิตโดย บมจ.ปูนซิเมนต์
ไทยเอง จะวางตำแหน่งเป็นสินค้าจับตลาดระดับกลางถึงบน เน้นผลิตกระเบื้องที่เป็นนวัตกรรม ทั้งในด้าน
การออกแบบและกระบวนการผลิต อาทิ กระเบื้องรุ่นพิมายซีรีส์ที่จำลองลวดลายมาจากปราสาทหินพิมาย
ฯลฯ
ส่วนกระเบื้อง "โสสุโก้-คัมพานา" และแบรนด์อื่นๆ ที่ผลิตโดยบริษัทโสสุโก้เซรามิค เอสจีไอ และทีจีซีไอ
จะวางตำแหน่งเป็นสินค้าจับตลาดระดับกลางล่างไปจนถึงกลางบน ทั้งนี้ ตัวสินค้ากระเบื้องแต่ละแบรนด์
จะมีความแตกต่างกันในแง่การออกแบบอยู่แล้ว เช่น "ทีจีซีไอ" จะถนัดการออกแบบกระเบื้องประเภท
เลียนแบบหินธรรมชาติ "โสสุโก้" และ "เอสจีไอ" ชำนาญการผลิตกระเบื้องเซรามิก เป็นต้น ดังนั้นการ
ส่งออกกระเบื้องของทั้ง 3 บริษัทจะใช้ตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศแยกออกจาก แบรนด์ "คอตโต้"
อย่างชัดเจน
นายกิตติชัยกล่าวต่อว่า ในอนาคตการกำหนดแผนการตลาด ประชาสัมพันธ์ ทำกิจกรรมการตลาด และวาง
โครงสร้างเทรดโปรโมชั่น (ส่วนลดสินค้าจากยอดสั่งซื้อ) กับร้านผู้แทนจำหน่ายจะง่ายขึ้น เพราะงบฯ
การตลาดทั้งหมดจะถูกรวมไว้ที่บริษัทเดียวกัน ส่งผลให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการลดลง และ
สามารถนำงบฯส่วนนี้ไปใช้ทำกิจกรรมการตลาดได้เพิ่มขึ้น อาทิ การทำแคมเปญ การทำเทรดโปรโมชั่น
ฯลฯ
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการจัดตั้งบริษัทโสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ปฯ ยังรวมถึงการขยายตลาดส่งออก เพราะ
ปัจจุบันทั้ง 3 บริษัทมีกำลังผลิตรวมกันกว่า 80 ล้านตารางเมตรต่อปี แยกเป็นโสสุโก้ฯกว่า 40 ล้านตาราง
เมตร เอสจีไอ 13 ล้านตารางเมตร และทีจีซีไอกว่า 25 ล้านตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของ
ตลาดรวมในประเทศที่ประเมินไว้ว่าปีนี้จะมีความต้องการใช้ 130 ล้านตารางเมตร ถือว่าค่อนข้างสูง
ประกอบกับปัจจุบันตลาดกระเบื้องในประเทศไม่ได้มีเพียงคู่แข่งจากประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึง
กระเบื้องราคาถูกจากประเทศอินโดนีเซียที่ดีลเลอร์ผู้จำหน่ายวัสดุรายใหญ่มีการนำเข้ามาจำหน่ายเอง
เพิ่มขึ้น ดังนั้นนับตั้งแต่ปี 2553 บริษัทโสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ปฯจะเดินหน้าแผนการตลาดเชิงลึกเพื่อเจาะตลาด
ส่งออกเต็มตัว ในเบื้องต้นตั้งเป้าสัดส่วนส่งออก 30% ของกำลังผลิตรวมทั้ง 3 บริษัท หรือกว่า 25 ล้าน
ตารางเมตร/ปีไปยัง 30 ประเทศทั่วโลก
ส่วนในอนาคตรูปแบบการทำธุรกิจของ บริษัทโสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ปฯจะหลากหลายมากขึ้น โดยไม่ยึดกับ
การขายกระเบื้องปูพื้นและบุผนังเพียงอย่างเดียว แต่สามารถ แตกไลน์ธุรกิจไปสู่การผลิตหรือนำเข้าวัสดุ
สำหรับงานพื้นและผนังประเภทอื่นๆ อาทิ สินค้าในกลุ่มไวนิล (ยูพีวีซี) ฯลฯ เพื่อเพิ่มไลน์สินค้าให้
หลากหลายมากขึ้น>