นายวงกต ตั้งสืบกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย
ภายหลังการสัมมนา “สานคลัสเตอร์...เพิ่มศักยภาพเฟอร์นิเจอร์ไทยให้ยั่งยืน” ว่า การส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์
ของไทยปีนี้คาดว่าจะติดลบ 20% มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในปีหน้าตั้งเป้าส่งออกเพิ่มขึ้น 10% เน้น
ตลาดใหม่ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม เป็นต้น ทดแทนตลาดหลัก อย่าง สหรัฐและญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ตลาดหลักของไทยในปีหน้า คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวลดลง และจะลดลงต่อไปอีก 3-5 ปี
เพราะอัตรา การจ้างงานและตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ยังขยายตัวไม่สูงมากนัก ดูได้จากการนำเข้า
สินค้าเฟอร์นิเจอร์ของสหรัฐช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ลดลง 23.4% ซึ่งไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ลดลง 15.6%
ไทยจึงต้องพึ่งพาตลาดภายในอาเซียนและในประเทศมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยสนใจมาก่อนเลย
นายวงกต กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ ปีหน้ากลุ่มผู้ประกอบการจะรวมตัวกันเป็น คลัสเตอร์ เพื่อพัฒนา
อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ยกระดับขีดความสามารถให้สูงขึ้น เนื่องจากมองว่าขณะนี้ไทยขาดความ
ได้เปรียบในเชิงการแข่งขันในตลาดการค้าโลก เพราะจากเดิมที่เคยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของอาเซียน แต่ ตอนนี้
ไทยตกลงมาเป็นอันดับ 6 โดนเวียดนามแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 1 และมาเลเซียตามขึ้นมาเป็นอันดับ 2 เนื่องจากไทย
ขาดการพัฒนา อยู่นิ่งเฉย จึงโดน คู่แข่งแซง
สำหรับยุทธศาสตร์ดังกล่าว ผู้ประกอบการมองว่าปัจจัยภายนอกที่จะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรม
เฟอร์นิเจอร์ไทย ประกอบด้วยคู่แข่งขันรายใหญ่ เช่น เวียดนาม จีน และมาเลเซีย ที่มีขีด ความสามารถสูงทั้งใน
ด้านต้นทุน แรงงาน ภาวะเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน และอัตราการแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก
ด้านปัจจัยภายในได้แก่ ต้นทุนแรงงานสูง เทคโนโลยีการผลิตต่ำ มาตรฐาน ผลผลิตต่ำ และขาดการทำ
การตลาดเชิงรุก เป็นต้น จึงได้พัฒนาแผนแม่บทสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ เพื่อ แก้ปัญหาจุด
ด้อยต่างๆ
“ขณะนี้อุปสรรคใหญ่ของผู้ผลิต ได้แก่ การขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากต้องการแรงงานฝีมือเป็นจำนวน
มาก ซึ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจได้ปลดคนงานออกไป แรงงานฝีมือจึงย้ายไปอยู่ในอุตสาหกรรม อื่นๆ ส่งผลให้
ประสิทธิภาพในการผลิต ลดลง” นายวงกต กล่าว
นายวงกต กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ ที่กำหนดไว้จะสามารถผลักดันให้กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย
มีอัตรา การเติบโตแต่ละปีไม่น้อยกว่า 5-10% ขณะเดียวกันจะต้องปรับลดต้นทุนด้านต่างๆ ไม่ว่าการบริหาร การ
จัดการ โลจิสติกส์ และวางเป้าหมายลดต้นทุนการผลิต ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 20% หากทำได้เชื่อว่าเฟอร์นิเจอร์ไทยจะ
เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติ>