สำหรับการประเมินราคาที่ดินผู้ประเมินจะพิจารณาถึงทำเลที่ตั้งทางเข้าออก ลักษณะกายภาพของตัว
แปลงที่ดิน รูปร่าง ขนาด ข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น กฎหมายผังเมือง เป็นต้น และการใช้ประโยชน์
สูงสุด โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลในบริเวณเดียวกัน และหากมีข้อมูลซื้อขายในบริเวณนั้นที่มีลักษณะ
ใกล้เคียงกันทั้งรูปแปลง ขนาดเนื้อที่ และทำเลที่ตั้ง ก็จะช่วยให้พิจารณาวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น
ในชีวิตจริงผู้เป็นเจ้าของที่ดินหรือผู้ที่ซื้อที่ดินเพื่อจะนำมาพัฒนาโครงการบางท่านอาจเคยเจอผู้
ประเมินพิจารณามูลค่าหลักประกันต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งกรณีนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนัก เพราะโดย
กระบวนการทำงานประเมินเจ้าของที่ดินมักจะให้ข้อมูลที่ดีที่สุดกับผู้ประเมิน เพื่อไม่ให้ประเมินราคาต่ำ
กว่าที่ซื้อมา หรือราคาตลาดบริเวณนั้น ซึ่งผู้ประเมินก็จะรับข้อมูลไปตรวจสอบเพื่อความมั่นใจ แล้วนำไป
พิจารณาวิเคราะห์ราคา
แต่บางกรณีที่ผู้ประเมินรายนั้นๆ ไม่ได้รับข้อมูลจากเจ้าของที่เลย ประกอบกับไม่ชำนาญพื้นที่ หรือ
มีประสบการณ์ยังไม่มาก ก็เป็นไปได้สูงเช่นกันว่าอาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ดีพอไปพิจารณาวิเคราะห์ ส่งผลให้
ราคาประเมินมีความผิดพลาดได้ ดังนั้นหากผู้ประเมินมีความรับผิดชอบ ปกติราคาประเมินก็มักจะอยู่ใน
เกณฑ์ตลาด คือไม่ควรแตกต่างจากราคาตลาดที่เหมาะสมเกินกว่า 15%
ตัวแปรที่มีผลต่อราคาที่ดินและการตั้งราคาขาย 1.สำหรับราคาที่ดิน ผู้ประเมินจะพิจารณาถึงทำเล
ที่ตั้งทางเข้าออก ศักยภาพในการพัฒนา การใช้ประโยชน์สูงสุด ความเป็นไปได้ทางการตลาด การ
เคลื่อนไหวของตลาด ข้อมูลตลาดที่สามารถเปรียบเทียบได้
2.สำหรับราคาตั้งขายบ้านแต่ละแบบ ผู้ประเมินจะพิจารณาถึงรูปแบบโครงการรูปแบบบ้าน วัสดุ
ตกแต่ง ขนาดราคา เทียบกับคู่แข่งในตลาด
3.ข้อจำกัดทางกฎหมาย หรือการรอนสิทธิในที่ดิน อันจะมีผลกระทบต่อศักยภาพในการพัฒนา
เหล่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อมูลค่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินที่จะนำมาพัฒนาทำ
โครงการจัดสรร ในการประเมินราคาผู้ประเมินจะให้ความสำคัญกับตัวแปรเหล่านี้ ดังนั้นจำนวนและ
คุณภาพข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ หรือเป็นหัวใจในวิเคราะห์ราคาที่ดิน