
สำนวนไทยที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” อาจใช้ไม่ได้กับการตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ของใครหลายคนในอนาคตอันใกล้นี้เสียแล้ว เพราะด้วยมาตรการใหม่ของแบงก์ชาติที่ล่าสุดได้บทสรุปเคาะหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยออกมาเรียบร้อยแล้วนั้น คร่าวๆ ก็คือ
ใครที่ซื้อบ้านหลังแรก ราคาไม่ถึง 10 ล้านบาท ยังคงวางเงินดาวน์และผ่อนปกติ และการรีไฟแนนซ์ก็ยังทำได้ตามเกณฑ์เดิม แต่ถ้าใครซื้อบ้าน- คอนโดฯสัญญาหลังที่ 2 ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดยผ่อนบ้านหลังแรกเกิน 3 ปีแล้วต้องวางเงินดาวน์ 10% แต่ถ้ายังผ่อนบ้านหลังแรกไม่ถึง 3 ปีหรือกู้ซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องวางเงินดาวน์ 20% ส่วนใครที่ซื้อบ้าน-คอนโดฯสัญญาหลังที่ 3 ขึ้นไป ต้องวางเงินดาวน์ 30% ทุกระดับราคา ไม่มีข้อยกเว้น
ทั้งนี้การนับรวมสินเชื่อ Top-up ในวงเงินที่ขอกู้ จะนับรวมสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (สินเชื่อ Top-up) ด้วย ซึ่งมาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้
1 เมษายน 2562 ยกเว้นคนที่มีสัญญาจะซื้อจะขายก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2561 เพื่อลดผลกระทบของทั้งผู้ซื้อ-ผู้ขาย ที่วางแผนการผ่อนชำระอยู่ก่อนแล้ว
การปรับปรุงหลักเกณฑ์ในครั้งนี้ก็เพื่ออยากสกรีนการปล่อยกู้ให้รัดกุมมากขึ้น และอยากดูแลคนที่ต้องการกู้ซื้อบ้าน ให้ซื้อบ้านได้ในราคาที่เหมาะสม เพื่อยกระดับมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน และเป็นมาตรการเชิงป้องกันเพื่อดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาในภาค
อสังหาฯ เป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็ว่าได้ ซึ่งเมื่อมีเกณฑ์ใหม่นี้ออกมาผลที่ตามมาคือ คนที่กู้ซื้อบ้านต้องมีเงินออมมากขึ้น มีเงินไปดาวน์บ้านมากขึ้น และภาคอสังหาฯ เองก็ต้องรอจนกว่าลูกค้าจะพร้อม จะกู้ผ่านถึงจะได้ขายบ้านนั่นเอง
ด้วยเหตุผลคร่าวๆข้างต้นที่เล่ามานั้นจะบอกว่าใครที่กำลังจดๆจ้องๆเมียน
มองยังลังเลใจว่าจะซื้อบ้านใหม่ปีนี้เลยดีมั้ยน้า? ขอบอกเลยว่าดีงามมาก และไม่ควรชะล่าใจไปว่าเค้าเลื่อนเกณฑ์ไปเป็น เม.ย. ปีหน้า แล้วรอดูๆ ไปก่อนดีกว่าอะไรแบบนั้น แต่เตรียมการตัดสินใจซื้อเลยตอนนี้ก็อุ่นใจไปแปดอย่างแล้วนะเราว่า
ในปีหน้าคือ คนที่ซื้อบ้านสัญญาที่ 2หรือ3 จะต้องมีเงินดาวน์ขั้นต่ำ 10%
(ไม่ใช่บ้านหลังที่ 2หรือ3 เพราะ หากบ้านหลังแรกผ่อนหมดไม่ติดสัญญาแล้ว ก็ไม่นับ สามารถซื้อบ้านหลังใหม่ บนเงื่อนไขปกติได้)





























