

การลงทุนรีโนเวตบ้านเพื่อขาย (Flipping) หรือปล่อยเช่า มีข้อได้เปรียบกว่าการสร้างบ้านใหม่ขายตรงที่ "ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่า" คุณสามารถยื่นกู้ธนาคารเพื่อซื้อบ้านมือสองได้ถึง 80% ของราคาประเมิน หากคุณเลือกทำเลที่มีศักยภาพ (เช่น ใกล้รถไฟฟ้า โรงพยาบาล สถานศึกษา) บ้านรีโนเวตใหม่จะสามารถทำราคาขายและค่าเช่าได้สูงกว่าบ้านเก่าในละแวกเดียวกันหลายเท่าตัว
กลยุทธ์นี้คือการซื้อบ้านเก่าสภาพทรุดโทรมในทำเลทอง (เช่น โซนเอกมัย, ทองหล่อ, ศูนย์วิจัย) มาพลิกโฉมใหม่ทั้งหมด (ลงทุนหลักล้าน) เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนหรือชาวต่างชาติ (Expat, แพทย์, ผู้ป่วยรักษาระยะยาว) ซึ่งพร้อมจ่ายค่าเช่าหลักหมื่นกลางๆ ถึงครึ่งแสนต่อเดือน เมื่อถือครองจนพ้นระยะเวลาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (1 ปี หากมีชื่อในทะเบียนบ้าน หรือ 5 ปีหากไม่มี) ค่อยประกาศขายฟันกำไรก้อนโต
ตัวอย่างความคุ้มค่า (อ้างอิงจากประสบการณ์จริง):
ซื้อบ้านเก่า: 2,200,000 บาท
ค่ารีโนเวทสไตล์ลอฟท์พรีเมียม: 2,200,000 บาท
ต้นทุนรวม: 4,400,000 บาท
ปล่อยเช่า Expat: 50,000 บาท/เดือน (1 ปี = 600,000 บาท)
ผลตอบแทน (Rental Yield) สูงทะลุ 13% ต่อปี!
หากขายต่อในอนาคต สามารถตั้งราคา 8-8.5 ล้านบาท ทำกำไรได้เกือบ 100%
สำหรับคนทุนน้อยที่ไม่ต้องการกู้เงินซื้อบ้าน สามารถใช้วิธี "เช่าระยะยาว" (เช่น 6 ปี) แล้วนำมาตกแต่งเป็นที่พัก Airbnb เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน การทำแบบนี้ไม่ต้องทำโครงสร้างหรืองานระบบใหม่ทั้งหมด เน้นตกแต่งเปลือกนอก ทาสี ทำจุดถ่ายรูปเก๋ๆ ต้นทุนรีโนเวทจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 - 6,000 บาท/ตร.ม. เท่านั้น (ตัดตู้เสื้อผ้าหรือครัวจัดเต็มออกไปได้เลย)
นักลงทุนต้องรู้เรื่องกฎหมายภาษี หากขายอสังหาฯ ภายใน 5 ปีนับจากวันซื้อ (หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปี) จะต้องเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกอันที่สูงกว่า) ดังนั้น การบริหารเวลาในการถือครองควบคู่ไปกับการปล่อยเช่า จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดภาระภาษีตรงนี้ได้อย่างชาญฉลาด
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย