
เศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาหลายปี ธุรกิจก็กำลังอยู่ในยุค Disruption เมื่อเจอแรงจากวิกฤต COVID-19 ที่โจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว สถานการณ์ของหลายองค์กรธุรกิจถึงกับซวนเซ !!

เศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาหลายปี ธุรกิจก็กำลังอยู่ในยุค Disruption เมื่อเจอแรงจากวิกฤต COVID-19 ที่โจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว สถานการณ์ของหลายองค์กรธุรกิจถึงกับซวนเซ !!
ขนาดผู้นำบางองค์กรถึงกับไปไม่เป็น ไม่แปลกใจที่พนักงานลูกจ้างองค์กรที่ทั้งชีวิต (การงาน) ฝากไว้กับองค์กรในมือของผู้นำมาตลอดก็คงมึนงงมืดแปดด้านไม่ต่างกัน
ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจประกอบกับพื้นฐานที่เป็นคน Alert ชอบคิดโน่นคิดนี่ตลอดเวลา และบางครั้งถึงขั้นวิตกกังวลของท่าน CEO คุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน กลับทำให้ เอพี ไทยแลนด์ หรือ AP กลายเป็นหนึ่งในองค์กรธุรกิจที่น่าจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าสามารถฝ่าวิกฤติระลอกนี้ไปได้ เหมือนกับที่เคยก้าวผ่านมาแล้วสารพัดวิกฤตเศรษฐกิจ
ทุกครั้งที่ได้ตกผลึกความคิดและแนวทางใหม่ และมองว่าน่าจะเป็นประโยชน์ CEO ผู้เฉียบคมท่านนี้ก็ไม่พลาดที่จะแชร์ให้พับบลิคได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ
และนี่ก็จะเป็นอีกครั้งที่เราจะได้เปิดสมองโล่งๆ และร่วมกันคิดไปกับทฤษฏี How To “อยู่ให้ได้ ไปให้เป็นปี 2021” เพื่อฝ่ามรสุมให้รอดไปด้วยกันทั้งเจ้านายและลูกน้อง
ย้อนไปช่วงเดือนมีนา-เมษา 63 หลายคนยังคงมึนๆ งงๆ ไปไม่ถูก พนักงานก็เริ่มกังวลทั้งเรื่องความมั่นคงของบริษัทและตัวเค้าเอง สิ่งที่เราทำทันทีคือ การไลฟ์สดสื่อสารกับพนักงานกว่า 2,000 คนของเรา ให้เค้ารู้ถึงสถานะของบริษัท สร้างความเชื่อมั่นกับทุกคน และสิ่งที่ผมบอกกับทุกคนในวันนั้นคือ “ผมมั่นใจว่าวิกฤตครั้งนี้เอพีเราจะผ่านไปได้ และหลังผ่านวิกฤตนี้ไปเอพีจะโตขึ้นอีก”

แต่สิ่งสำคัญกว่าที่คนเอพีทุกคนต้องยึดเป็นเข็มทิศนำทางในทำงานไม่ว่าในยามวิกฤตหรือภาวะปกติก็คือ EMPOWER LIVING ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจของเอพี ที่ใหญ่และกว้างกว่าแค่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยเท่านั้น แต่เป็นการสนับสนุนให้ทุกคนในสังคมสามารถเติมเต็มทุกเป้าหมายชีวิต ด้วยนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิต เป็นเข็มทิศในการก้าวเดินให้กับพนักงานในเครือทั้งหมด รวมถึง Core Value ทั้ง 5 ข้อ ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานแนวคิด Outward Mindset และ Design Thinking เข้าไว้ด้วยกันฝึกสร้างให้เป็นนิสัย ทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ แล้วเราจะรอดไปด้วยกัน

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เรารู้สึกถึงวิกฤตก่อนที่วิกฤตจะมา ทั่วโลกไม่ใช่แค่เฉพาะบ้านเราเท่านั้น สังคมบริโภคนิยมพาเราทุกคนไปติดกับดับความฟุ้งเฟ้อ ซับพลายถูกสร้างขึ้นมาอย่างมหาศาล และวันที่ COVID-19 เข้าโจมตี ทุกอย่างก็ถล่มลงมาและวิ่งกลับไปสู่ปัจจัยพื้นฐานเดิมทันที ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนวิตกกังวล ทำให้มองไปข้างหน้าแล้วรู้สึกว่าถ้าวันนี้ (เมื่อ 5 ปีที่แล้ว) ไม่ทำอะไรองค์กรแย่แน่ เราเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าดีมานด์ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนไปหรือไม่ เราจึงเริ่มวางแผนบริหารจัดการกระแสเงินสด ปรับแผนการพัฒนาสินค้าทันที เพื่อสร้าง Cash in Flow ให้ได้มากที่สุด หรือกระแสเงินสดที่มีมากพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อท่ามกลางภาวะความผันผวน และที่สำคัญที่สุด คือ องค์กรจะผ่านวิกฤตไปได้ นอกจากเป้าหมายองค์กรต้องชัดเจนแล้ว คนในองค์กรต้องมี Mindset เดียวกันด้วย ทำให้เอพีมียืดหยุ่นคล่องตัว สามารปรับเปลี่ยนได้เร็วและทันเวลา

“ตัวเลข 9 เดือนที่ผ่านมา อัตรากำไรที่เติบโตสวนกระแสมากถึง 3,280 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ากำไรทั้งปีของปี 2562 หรือรายได้รวมกว่า 35,180 ล้านบาท พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นถึงผลลัพธ์ของการดำเนินงานภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกันได้อย่างชัดเจน และผมก็เชื่อว่าจากนี้ไปเราสามารถรับมือรับมือกับพายุลูกใหม่ได้ทุกรูปแบบ”
แต่ถึงวันนี้แม้เราจะแข็งแรง แต่แข็งแรงไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำอะไร พนักงานทุกคนในองค์กรยังคงต้องช่วยกันทำให้องค์กรแข็งแรงต่อไป
ในยามที่เกิดวิกฤต สิ่งสำคัญคือ เราต้องไม่หลอกตัวเองว่าเดี๋ยววิกฤตก็ผ่านไป เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงตามมาทุกครั้ง สังคมเปลี่ยน กฎกติกาหลายๆ อย่างก็เปลี่ยน องค์กรจะไปต่อควรต้องทำอย่างน้อย 4 สิ่งนี้
สำรวจตัวเอง : สิ่งแรกที่ควรทำคือ การสำรวจตัวเอง สำรวจว่าสิ่งที่นำเสนอให้ลูกค้านั้น ในวันนี้ยังตอบโจทย์เค้าอยู่ไหม?
กลับไปหาลูกค้า : ธุรกิจจะไปต่อต้องวิ่งกลับไปหาลูกค้า หาให้เจอว่าเค้ายังเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรานำเสนออยู่ไหม และถ้าไม่ใช่แล้วอะไรที่เค้าต้องการ หรือหากไม่ใช่ต้องขยายไปหากลุ่มลูกค้าใหม่
ประเมินสถานการณ์ : คนทำธุรกิจต้องไม่ลืมว่า ทุกอย่างมีข้อจำกัด ทั้งเวลาและเงินสดจะทำเหมือนเดิมและแบกทุกอย่างเดินฝ่าพายุไปแบบนั้นไม่ได้ ต้องประเมินสถานการณ์ให้ได้
ตัดสินใจ : ผู้นำในภาวะวิกฤตนอกจากต้องประเมินสถานการณ์รอบด้านให้ออกแล้ว ต้องกล้าตัดสินใจ ในวันนี้คนที่ไปไม่รอดคือ คนที่ไม่ Make a Call ไม่ตัดสินใจ
เป็นความเชื่อที่ “คุณอนุพงษ์” บอกว่าสะท้อนจากสัญชาตญาณของตัวเองในฐานะผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์มาสารพัดวิกฤตว่าวิกฤติรอบนี้จะอยู่กับเราไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ส่วนจะยาวไปแค่ไหน..ไม่รู้
นอกจากนี้ยังรู้ว่าวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้เปลี่ยนทุกอย่าง ทั้งวิธีการทำงาน การซื้อการขาย และที่สำคัญพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทั้งโลก (ย้ำว่าทั้งโลก) ซึ่งข้อเสียของวิกฤตครั้งนี้คือ ลามไปทั่วโลก โดนทุกคน ไม่มีใครช่วยใครได้ ต้องช่วยกันเอง
ดังนั้น ในวันที่วิกฤตยังอยู่กับเราและความเปลี่ยนแปลงยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ องค์กร จะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้
เอพีเราโชคดีที่ 5 ปีก่อนได้ขยับตัวปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนวิตกกังวล ทำให้เรา “รู้สึกถึงวิกฤตก่อนที่วิกฤตจะมา” และคิดว่าถ้าเราไม่ทำอะไรในวันนั้น (5 ปีที่แล้ว) องค์กรคงต้องแย่แน่ๆ
ในตอนนั้นเราเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า Business Model ที่เราทำอยู่ต่างจากคนอื่นไหม?? ถ้าเกิดวิกฤตเราจะรอดหรือเปล่า?? คำถามเหล่านี้นำไปสู่การขยายพันธกิจ ภายใต้คำว่า EMPOWER LIVING ที่ใหญ่และกว้างกว่าแค่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ซึ่งแม้จะเกิดวิกฤต COVID-19 เราก็ยังรอดมาถึงวันนี้
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคุณอนุพงษ์ยังยืนยันว่า Mindset เป็นสิ่งสำคัญและสำคัญมากในการพาองค์กรฝ่าวิกฤต ดังนั้นผู้นำองค์กรที่ยังทำงานด้วยกรอบวิธีคิดเดิมๆ และคิดว่าเดี๋ยววิกฤตก็ผ่านไป นับว่าเป็นความคิดที่ผิดมหันต์!!
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย