เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยทางหลวงได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมดูแลรักษาทาง
หลวงยังไม่เหมาะสม และมาตรการสำหรับดำเนินการกับผู้ฝ่าผื่น ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร และปรากฏว่าได้มีการใช้
ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กำหนด บนทางหลวง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางหลวง และความ
ปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ยานพาหนะบนทางหลวง และยังปรากฏว่ามีการใช้ทางหลวงเพื่อการชุมนุมประท้วงยื่นข้อเรียกร้อง
จากทางราชการ และโดยที่ได้มีการยกฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงฐานะของ
สุขาภิบาลเป็นเทศบาลแล้ว สมควรปรับปรุง กฎหมายว่าด้วยทางหลวงใหม่ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับ
สภาวการณ์ในปัจจุบัน ยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสุขาภิบาล และกำหนดให้ผู้อำนวยการทางหลวง หรือผู้ที่ได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ สำหรับความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวได้ รวมทั้ง
ปรับปรุงบทกำหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ เช่น
ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า “ทางหลวง” ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน เช่น
“ทางหลวง” หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประ โยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบกไม่ว่าในระดับพื้นดิน
ใต้ระดับพื้นดิน หรือเหนือพื้นดิน หรือใต้หรือเหนืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น นอกจากทางรถไฟและหมายความ
รวมถึงที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิด สะพาน ท่อหรือรางระบายน้ำ อุโมงค์ ร่องน้ำ กำแพงกันดิน เขื่อน รั้ว หลักสำรวจ
หลักเขต หลักระยะป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่
จอดรถ ที่พักคนโดยสารริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่ง
อื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่ หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวง เพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวง
นั้นด้วย เป็นต้น (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 92 ก เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2549)>