ฟ้องคดีผู้บริโภค..ทำอย่างไร
เกี่ยวกับกฎหมายคดีผู้บริโภค เป็นเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาที่ว่าด้วย
การฟ้องร้องและการพิจารณาคดี ซึ่งจะบอกแก่เราว่า คดีไหนที่จะเข้าข่ายกฎหมายนี้ หรือการพิจารณาคดีเค้าทำกันอย่างไร ขึ้นศาลนี้แล้วจะมีค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง ฯลฯ
การฟ้องคดีผู้บริโภค มีลักษณะเฉพาะหลายอย่างที่แตกต่างจากการฟ้องคดีทั่วไป คือ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี แยกเป็น 2 กรณี
1. กรณีผู้บริโภคฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ : เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงน่าจะต้องใช้
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ใช้หลักทั่วไป ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่
2. กรณีผู้ประกอบธุรกิจฟ้องผู้บริโภค : มาตรา 17 ได้กล่าวว่า “หากผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิฟ้องได้ที่ศาลซึ่งผู้บริโภคมีภูมิลำเนาเท่านั้น”
เงื่อนไขเกี่ยวกับเอกสารสัญญา
1. คดีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
เช่น การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาเกินกว่า 200,000 บาทขึ้นไป ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 จะฟ้องร้องกันได้ จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีการวางมัดจำหรือชำระหนี้บางส่วน แต่สำหรับกฎหมายนี้ แม้ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ก็อาจฟ้องคดีให้ผู้ประกอบธุรกิจชำระหนี้ได้
2. คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องทำสัญญาตามแบบ
เช่น สัญญาเช่าซื้อที่ต้องทำเป็นหนังสือ หากผู้บริโภคได้วางมัดจำหรือชำระหนี้บางส่วนแล้ว แม้สัญญานั้นจะมิได้ทำเป็นหนังสือก็สามารถฟ้องให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาให้เป็นตามแบบที่กฎหมายกำหนดหรือชำระหนี้เป็นการตอบแทนได้
การเว้นค่าธรรมเนียม : กฎหมายนี้บัญญัติยกเว้นค่าธรรมเนียมทุกชนิดให้แก่ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องแทน ฯ เป็นการทั่วไป
คำฟ้อง : คำฟ้องจะทำเป็นหนังสือหรือทำด้วยวาจาก็ได้ กรรีทำด้วยวาจา ทางศาลจะมีเจ้าพนักงานช่วยเขียนคำฟ้องให้ ทั้งนี้ คำฟ้องต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือ หลังจากฟ้องคดีผู้บริโภค ถ้ามีการฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ร้องสอดเข้ามาในคดีหรือศาลสั่งให้รวมคดีแพ่งเข้ากับคดีผู้บริโภคก็ให้ถือว่าฟ้องเหล่านั้น เป็นคดีผู้บริโภคด้วย แม้เนื้อหาของคดีเหล่านี้อาจไม่ใช่คดีผู้บริโภคโดยตรง
อายุความการฟ้องคดี : คดีที่ความเสียหายต้องใช้เวลาในการแสดงผล กรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนอาจใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 3 ปี นับแต่วันรู้ถึงความเสียหาย และรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผิด แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันรู้ถึงความเสียหาย,คดีเรียกค่าเสียหายทั่วไป ถ้าเป็นคดีตามกฎหมายความรับผิดในสินค้าไม่ปลอดภัย คือ 3 ปี นับแต่รู้ถึงความเสียหาย และรู้ตัวผู้ประกอบการที่ต้องรับผิด หรือ 10 ปี นับแต่วันขายสินค้า
คดีที่ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคเป็นโจทก์ : คดีที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือสมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองเป็นโจทก์ คดีเกี่ยวกับการให้ผู้ประกอบธุรกิจให้รับผิดตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
กรณีผู้ประกอบธุรกิจไม่ก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา ไม่โอนกรรมสิทธิ์ ไม่จัดทำสาธารณูปโภค หรือฟ้องเพื่อให้รับผิดในความชำรุดบกพร่อง กรณีฟ้องให้รับผิดตามสัญญาซื้อขาย เช่าซื้อสินค้า ไม่โอนตามชื่อทางทะเบียน ผิดสัญญาให้บริการ การท่องเที่ยว ด้านการศึกษา จ้างทำของ โรงพยาบาล คลินิก สถานเสริมความงาม สัญญาประกันชีวิต วินาศภัย ประกันสุขภาพ
คดีที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นโจทก์ : คดีที่ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ฟ้องลูกค้าให้ชำระหนี้หรือบริการ คดีโทรคมนาคม โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต บริการสื่อสารอื่น ๆ ธุรกิจสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประหา คดีบัตรเครดิตหรือบริการสินเชื่อส่วนบุคคล กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา คดีที่นิติบุคคลอาคารชุดหรือนิติบุคคลบ้านจัดสรรฟ้องบังคับเจ้าของอาคารชุดหรือบ้านจัดสรรให้รับผิดในค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง เหล่านี้ ล้วนเป็นคดีผู้บริโภคทั้งสิ้น
............................................................................................................................................
Tip
ผู้บริโภค : ผู้ซื้อ เช่น ผู้เช่า ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ได้มาไม่ว่าโดยเสียค่าตอบแทนเป็นเงินหรือประโยชน์อย่างอื่น ผู้ได้รับบริการ(ไม่รวมถึงการจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ) ผู้บริโภคนี้รวมถึงนิติบุคคลด้วย แต่ต้องเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือได้รับบริการมาเพื่อใช้จริง ไม่ใช่ประกอบธุรกิจเพื่อขายต่อสินค้าหรือบริการเหล่านี้
ผู้ประกอบธุรกิจ : ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย หรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อสินค้า หรือผู้ให้บริการ ซึ่งหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย
.............................................................................................................................................
ที่มา : นิตยสารโฮมบายเออร์ไกด์>