จากสถิติการร้องเรียนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ล้นสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) เฉลี่ย ปี
ละประมาณ 5,000-6,000 เรื่อง และแต่ละเรื่องต้องฟ้องร้องสู้คดีกันยาวนานหากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ
ทางออกล่าสุด พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่
25 สิงหาคม เป็นต้นไป หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาครบ180 วัน โดยให้อำนาจผู้บริโภคที่ถูกเอา
รัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ สามารถให้ถ้อยคำต่อศาลให้รับพิจารณาคดี ได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้อง
จ้างทนายต่อสู้คดี เหมือนที่ผ่านมา นั้น
ต่อเรื่องนี้ นายอรุณ เงินนำโชค ผู้นำชุมชน 175ไร่ ศูนย์ตากสิน และในฐานะผู้บริโภคที่ซื้อบ้านรายหนึ่ง
เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะปกติผู้บริโภคจะถูกจำกัดสิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อเกิด
ปัญหาซื้อบ้านที่ไม่เป็นไปตามที่ใจปรารถนาก็จะเสียเปรียบผู้ประกอบการ ผู้ซื้อหลายคนต้องยอมรับ
สินค้าเหล่านั้นโดยปริยาย เพราะที่ผ่านมามักโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง
หากกรณีที่ผู้บริโภคไม่ยินยอม เมื่อทวงถามก็ เพิกเฉย จนเกิดการฟ้องร้องกันวุ่นวาย อย่างไรก็ดีที่ผ่าน
มา มีลูกบ้านหลายคนที่ถอดใจ ถอนฟ้อง เพราะเสียทั้งเวลาที่ต้องไปขึ้นศาล และเสียค่าใช้จ่ายที่เป็น
ค่าธรรมเนียมศาลและค่าจ้างทนายความ แต่พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดี ฉบับนี้ เป็นกฎหมายคุ้มครองผู้
บริโภคที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพราะผู้บริโภคสามารถเดินขึ้นศาลโดยไม่ต้องมีเอกสารหลักฐาน และ
สามารถให้ถ้อยคำปากเปล่า หรือ โดยวาจาต่อเจ้าพนักงานรับคดีของศาลได้ทุกคดี โดยไม่ต้องเสียค่า
ใช้จ่าย และ ใช้เวลารวดเร็ว ไม่มีการเลื่อนศาล และสามารถให้เรื่องจบได้เพียงศาลเดียวคือศาลชั้นต้น
โดยไม่ต้องวิ่งไปถึง 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
นายอรุณ กล่าวต่อว่า ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการก็สามารถฟ้องกลับลูกบ้านได้เช่นกันกรณีทำให้
บริษัทของเขาเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประท้วง ที่กล่าวหาในลักษณะติดป้ายโจมตี
ซึ่งจุดนี้ ผู้บริโภคต้องระวัง หรือกรณีการเรียกร้องที่มากเกินจริง เป็นต้น
ที่ผ่านมาโดยส่วนตัวแล้ว ได้ซื้อบ้านอยู่อาศัยแห่งหนึ่งในย่านฝั่งธน และมีปัญหาการก่อสร้างไม่ได้
มาตรฐาน ปัญหาทรัพย์ส่วนกลางที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไม่มีใครดูแล และการทำทรัพย์ส่วนกลางไปขาย
หรือ หาประโยชน์โดยที่ลูกบ้านไม่ทราบเรื่องมาก่อนทำให้เสียประโยชน์ ซึ่งต่อไป จะฟ้องร้องเรียกค่า
เสียหายมากขึ้น
เช่นเดียวกับ นายกิติพงษ์ กล่ำกองกุล พนักงานบริษัทในเครือซีพี และหนึ่งในลูกบ้านโครงการ สีวลี
สุวรรณภูมิ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ศาลสถิตยุติธรรม และส
คบ. ได้ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคที่ซื้อบ้าน และสินค้าต่างๆ และเชื่อว่าต่อไป นับจาก ที่กฎหมาย วิธี
พิจารณาคดีผู้บริโภคมีผลบังคับใช้ จะมีคดีฟ้องร้องต่อศาลเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา ผู้บริโภคมักจะ
เสียเปรียบผู้ประกอบการมาตลอด และรู้สึกว่าไม่อยากต่อสู้เพราะต้องเสียทั้งเงินและเวลา อย่างไรก็ดี
ต่อไป หากรู้สึกว่าเสียเปรียบ หรือ ผู้ประกอบการสร้างบ้านไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ ก็สามารถเดินไป
ฟ้องร้องต่อศาลได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วน ลูกบ้านที่ซื้อในโครงการสีวลี สุวรรณภูมิ ขณะนี้ ลูกบ้านมี
ปัญหาซื้อบ้านใกล้ โรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดสมุทรปราการ และ ได้รับกลิ่นรบกวน ซึ่งบริษัทแลนด์
ฯก็ทำหน้าที่ฟ้องร้องต่อศาลแพ่งจังหวัดสมุทรปราการให้กับลูกบ้าน เพื่อเรียกค่าเสียหายให้ แต่บริษัท
แลนด์ฯอ้างว่า ลูกบ้านจะเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทไม่ได้เพราะกลิ่นไม่ได้เกิดจากหมู่บ้าน โดย
นายกิติพงษ์กล่าวต่อว่า มีปัญหาว่าช่วงที่ซื้อ และมาดูโครงการ ผู้ขายกลับไม่บอกข้อเท็จจริงกับลูก
บ้านว่าที่ดินที่พัฒนาโครงการอยู่รอยต่อระหว่างการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภท ที่อยู่อาศัยกับโรงงานอุต
สาหกรรม และ ยังให้ข้อมูลกับลูกบ้านว่า โรงงานเหล่านั้นเป็นแค่โกดังเก็บสินค้า ซึ่งตนและลูกบ้านจะ
ต้องดูรายละเอียดของกฎหมายฉบับดังกล่าวก่อน ก่อนที่จะดำเนินการอะไรต่อไป โดยใช้อำนาจของ
กฎหมายดังกล่าว
ด้าน พล.ต. ชินเสณ ทองโกมล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ลูกบ้านในโครงการสีวลี สุวรรณภูมิ กล่าวว่า
เป็นโอกาสที่ดีของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนที่ซื้อบ้าน ซึ่งสามารถคุ้มครองได้เป็นอย่างดี และ แยกเป็น
เอกเทศชัดเจน ในการคุ้มครองลูกบ้าน โดยไม่ อิงกับกฎหมายแพ่งที่สคบ.ใช้อยู่ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว
เป็นไปได้ยากและล่าช้า ซึ่งขณะนี้ ลูกบ้านในโครงการสีวลีมีปัญหาถูกโรงงานอุตสาหกรรม ฟ้องกลับ
เรียกค่าเสียหายมากถึง 30 ล้านบาท จากลูกบ้าน 3 ราย โดยก่อนยื่นฟ้องกว่า30 ราย แต่ที่ผ่านมา ลูก
บ้านเกรงว่าจะมีปัญหาก็ได้ถอนฟ้อง เหลือเพียง 3 รายดังกล่าว โดยโรงงานอ้างว่า เมื่อวันที่ 18
สิงหาคม 2551 กรมควบคุมมลพิษและกระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบโรงงานกลุ่มดังกล่าวและผล
การตรวจสอบกลิ่นไม่เกินมาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมมลพิษกำหนด ทำให้
เจ้าของโรงงานเอาประเด็นนี้ ยื่นฟ้องกับลูกบ้านดังกล่าว และ หากกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้ ลูกบ้าน
ก็จะใช้สิทธิ์ ฟ้องร้องศาลเพื่อขอความเป็นธรรมบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการโฆษณาของโครงการจัด
สรรแห่งนี้ว่า อยู่ในที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งมองว่าไม่เป็นความจริง
ส่วนป้ายเสียดสีโครงการที่ลูกบ้านติด นั้นขณะนี้เอาออกหมดแล้วเหลือเพียง ป้ายบอกขายโครงการ
เพราะเจ้าของโครงการอาจฟ้องกลับข้อหาทำให้บริษัทเขาเสียหายได้
แหล่งข่าวจาก สำนักงานขาย โครงการสีวลี สุวรรณภูมิ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) กล่าว
ว่า บริษัทได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เพราะช่วยเหลือลูกบ้านเรียกร้องค่าเสียหายจากโรงงาน ซึ่งไม่น่าจะมี
ปัญหาอะไร ต่อข้อถามที่ว่า ปิดบังข้อมูลตั้งแต่ต้นกับลูกบ้าน ว่าโรงงานเหล่านั้นเป็นแค่โกดัง เรื่องนี้
เจ้าหน้าที่รายนั้นกล่าวว่า โรงงานไม่ได้ส่งกลิ่นเหม็นแต่อย่างใด และ เป็นแค่โกดังจริง
นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) (L.P.N.)
กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นข้อดีสำหรับ ผู้บริโภคที่ซื้อบ้าน ส่วนผลเสียจะเกิดกับผู้ประกอบการ
เพราะหากไม่รอบคอบ ก็อาจถูกผู้บริโภคฟ้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆจุกจิก แต่ข้อดีของผู้ประกอบ
การก็คือ จะช่วยยกมาตรฐานและความเชื่อถือของผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อบ้าน หากพัฒนาแล้วไม่มี
ปัญหา เพราะที่ผ่านมา L.P.N. มักเปิดกว้างให้ผู้บริโภค พูดคุยได้กับผู้บริหารของบริษัท ตลอดจนการดู
แลหลังการขาย อีกทั้งหาก ในอนาคตจะมี กฎหมาย ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่
ไม่ปลอดภัย และมีผลบังคับใช้ต้นปี 2552 เช่นสามารถคืนบ้าน และคอนโดมิเนียมได้ ซึ่งบริษัทก็ไม่มี
ปัญหาเพราะ ที่ผ่านมา หากมีลูกค้าร้องเรียนว่าซื้อห้องชุดไม่ตรงตามที่ต้องการบริษัทก็ขอคืนห้องและ
จ่ายเงินคืนอยู่แล้ว
นายธำรงค์ ปัญญาสกุลวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทนิรันดร์ เรสซิเด้นท์ จำกัด กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี ผู้
ประกอบการจะช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพบ้านให้ดีขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการมีความ
ระมัดระวังมากขึ้นและเอาเปรียบผู้บริโภคน้อยลง
นางรัศมี วิศทเวทย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า กฎหมายวิธี
พิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ผลดีของกฎหมายตัวนี้จะพูดถึงรายละเอียดของการดำเนินคดีกับการ
ฟ้องคดี ช่วยเอื้อต่อประชาชน ให้เข้าถึงกลไกการพิจารณาคดีของศาลให้เร็ว ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่มีราย
ละเอียดต่างจากกฎหมายแพ่งทั่วไป โดยสาระสำคัญของกฎหมายคือ ช่วยเรียกค่าเสียหายให้กับผู้
บริโภคเป็นสองเท่า จากมูลค่าความเสียหาย
ผู้บริโภคสามารถร้องศาลได้ด้วยตนเอง ณ ที่ตั้งของโครงการที่เสียหายหรือ ที่ตั้งของภูมิลำเนา เพียงให้
ข้อมูลต่อศาล ได้แม้โดยวาจา ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารหลักฐานครบ หรือมีเพียงหลักฐานความเสียหาย
จากรูปถ่ายก็สามารถใช้ได้ ซึ่งทุกคดีที่ฟ้องร้องศาลจะนัดพิจารณา ไต่สวน ไม่เกิน 15 วัน อีกทั้งไม่ต้อง
เสียค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนาย และ กฎหมายนี้ ไม่มีการขอเลื่อนศาล ที่อาจเกิดจากผู้ประกอบการมัก
ใช้เป็นข้ออ้างว่าไม่พร้อม โดยบังคับให้พิจารณาคดีติดต่อกันจนกว่าจะได้ข้อยุติ หากขัดข้องจริง
อนุญาตให้เลื่อนศาลได้เพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ การพิพากษา จะต้องได้ข้อยุติในศาลเดียวคือศาลชั้น
ต้น ไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 3 ศาลเพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการอุทธรณ์ วิ่งเต้น หากเป็นกรณี ความเสียหาย
เดียวกัน แต่มีผู้เสียหายหลายคน อาทิ โครงการบ้านจัดสรรที่มีปัญหา สามารถให้ผู้แทนยื่นฟ้องได้ และ
หากศาลพิพากษาถึงที่สุดว่า ผู้บริโภคเป็นฝ่ายชนะ ต่อมาหากเกิดกรณีในลักษณะดังกล่าวอีก ให้ยึด
คำพิพากษาคดีแรกเป็นบรรทัดฐาน ที่สำคัญ การเลือกสถานที่ฟ้อง (ศาล ) ผู้ประกอบการ จะต้องฟัง
เสียงผู้บริโภคเป็นหลัก หาก ผู้บริโภคอยู่ภาคใต้ให้เดินทางไปฟังคดีที่ภาคใต้ หรือ หากต้องการสู้คดี
ต้องเดินทางไปภาคใต้เช่นกันไม่ใช่ยื่นฟ้องและเรียกผู้บริโภคเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เป็นต้น ซึ่งที่
ผ่านมา ผู้บริโภคไม่มีเงินพอที่จะเดินทางและสู้คดีก็ยอมถอนฟ้องออกไป ที่สำคัญกฎหมายเอาผิดได้ถึง
ตัวเจ้าของ ไม่ใช่แค่เพียง ผู้บริหารที่ทำหน้าที่แทนและนิติบุคคล
สำหรับ กฎหมายความรับผิดต่อ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปล่อยภัย ซึ่งประกาศในราช
กิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 และมีผลใช้บังคับจริงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 หาก
ผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากสินค้าหรือได้สินค้าไม่ตรงตามที่ต้องการ สามารถคืนสินค้าได้ ไม่ว่าจะ
เป็นบ้าน รถยนต์ ฯลฯ
เมื่อเทียบกับกฎหมายแพ่งที่สคบ.ใช้ในปัจจุบันแตกต่างกันมากเพราะ สคบ.ต้องเป็นตัวกลาง และกว่า
จะผ่านขั้นตอนตรวจสอบ ต่างๆถึงส่งฟ้องศาลได้หากไกล่เกลี่ยระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภคไม่
ได้ หลายรายต้องใช้เวลา ไม่ต่ำกว่า 5 ปี 10 ปี เพราะต้องวิ่งถึง 3ศาล>