นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ รักษาการอธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า กรมจะผลักดันโครงการพัฒนาระบบ
สารสนเทศที่ดินต่อไป เพื่อจัดทำฐานข้อมูลที่ดินด้วยระบบดิจิตอลที่ถูกต้องครบถ้วนและทันสมัย สำหรับ
รองรับความต้องการใช้บริการด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศของภาครัฐและเอกชน สร้างความเชื่อมั่นในการถือ
ครองที่ดินของประชาชน และการให้บริการด้านที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เบื้องต้นโครงการดังกล่าวกรมที่ดินได้ของบประมาณดำเนินการในระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2556
เป็นจำนวนเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท แต่ถูกตัดทอนงบประมาณและระยะดำเนินการลง ทำให้ต้องปรับการ
ดำเนินระยะแรกเหลือ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2554 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 840 ล้านบาท
สำหรับปีงบประมาณ 2552 จัดสรรงบประมาณให้ 168 ล้านบาท ถูกตัดงบอีก 10% เหลือ 151 ล้าน
บาท และเป็นงบผูกพันปี 2553-2554 อีกจำนวน 672 ล้านบาท
“ต่อไปการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมต่างๆ เช่น การโอนบ้านจะนำระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยง
กันทั่วประเทศเข้ามาใช้ คนโอนบ้านสามารถโอนที่สำนักงานที่ดินที่ไหนในประเทศก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้อง
เดินทางไปสำนักงานที่ดินที่เป็นที่ตั้งของบ้าน โดยจะเริ่มโครงการนำร่องใน กทม.และปริมณฑล และจังหวัด
ในกลุ่มภาคเหนือก่อน” นายอนุวัฒน์ กล่าว
การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ จะทำให้ประชาชนได้รับความรวดเร็วในการจดทะเบียนสิทธิ
และนิติกรรมมากขึ้น เช่น กรณีซื้อขายจากเวลามาตรฐานในการดำเนินการเดิม 2.30 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 1
ชั่วโมง หรือกรณีไถ่ถอนโฉนดที่ดินจะใช้เวลาเพียง 15 นาที โดยคาดว่าจะมีประชาชนใช้บริการออนไลน์
ประมาณ 25% จากปริมาณงานต่อปีประมาณ 5.5 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นจะให้บริการจดทะเบียนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ได้ แต่ยังไม่สามารถ
ดำเนินการในขั้นตอนเซ็นเอกสารได้ ผู้โอนกรรมสิทธิ์ต้องเซ็นชื่อในเอกสารเอง เพื่อป้องกันการทุจริตในการ
โอนที่ดิน แต่ต่อไปจะพัฒนาระบบให้ตรวจสอบการเซ็นเอกสารของผู้โอนได้
สำหรับงบประมาณที่จะต้องใช้เพิ่มเติมให้กรมที่ดินไปประสานงานกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอ
ใช้เงินกู้ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการและจัดหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสมต่อไป>