นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ นายกสมาคมบริหารสินทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมกำลังรวบ
รวมประเด็นปัญหาจากผู้ประกอบการและผู้ซื้อที่ดินจัดสรร เพื่อยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดสรรที่
ดิน ฉบับแก้ไข พ.ศ.... โดยแก้ไขเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน
สิ้นปี 2551 เพื่อส่งให้กรมที่ดินพิจารณา โดยสาระสำคัญที่จะมีการแก้ไขคือ การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัด
สรรตามมาตรา 23(5) ที่เกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาในการดูแลสาธารณูปโภค ซึ่งมีประเด็นปัญหาเกี่ยวเนื่องกับ
มาตรา 43 และมาตรา 44(1) ที่ให้อำนาจผู้ซื้อที่ดินจัดสรรแปลงย่อยต้องจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านฯ ภายใน 180
วัน รวมทั้งมาตรา 44(2) ที่มีสาระสำคัญคือ หากการดำเนินการตาม (1) ไม่สำเร็จต้องให้อำนาจกับผู้จัดสรรที่
ดินในการหาบริษัทหรือนิติบุคคล เข้ามาดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านฯ แทน แต่กรณีนี้มีปัญหาค่อนข้าง
มาก เนื่องจากจะต้องมีการเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ซึ่งจะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรร
ที่ดินกลางก่อน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการขาดมาตรฐานในการส่งมอบสาธารณูปโภคระหว่างผู้ประกอบ
การและผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ที่รวมตัวกันจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านฯ เพราะแต่ละฝ่ายอาศัยมาตรฐานและความพึง
พอใจส่วนตัวในการรับมอบ
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา 70(5) จะเปิดช่องให้ผู้ซื้อใช้มาตรา 44(1) , (2) และ (3) โดยอนุโลมในการจัดตั้งนิติ
บุคคลหมู่บ้านฯ แต่การดำเนินการ เช่น การประกาศในหนังสือพิมพ์ , การประชาสัมพันธ์และการจัดประชุม
เป็นต้นจะมีค่าใช้จ่ายหลายแสนบาท ซึ่งสมาคมเห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือ ให้องค์การปกครองส่วน
ท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนร่วม แต่ปัญหาคือ กฎหมายไม่เปิดช่องให้ ขณะเดียวกันมาตรา 44(3) ที่กำหนด
ให้สาธารณูปโภคภายในโครงการจะตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรหรือผู้
ประกอบการไม่ดำเนินการตามมาตรา 44(1) และ (2) ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เนื่องจาก อปท. อ้างว่าไม่มีงบ
ประมาณในการดูแล รวมทั้งสาธารณูปโภคภายในโครงการจัดสรร ก็ไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของ
อปท. ด้วย>