ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปัจจุบันผ่านการบังคับใช้มาครึ่งทางแล้ว หลังประกาศใช้เมื่อวันที่ 16
พฤษภาคม 2549 นับถอยหลังไปเหลือเวลาอีก 2 ปีเศษ จะครบกำหนดหมดอายุวันที่ 15 พฤษภาคม
2554
เพื่อเตรียมการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทาง
สำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร (กทม.) จัด โปรแกรมโรดโชว์รับฟังเสียงสะท้อนและ ข้อเสนอแนะของ
ภาคส่วนต่างๆ ที่มีส่วนได้เสีย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ กทม.เปิดเวทีให้ภาคธุรกิจต่างๆ มีส่วนร่วมปรับปรุงผัง
เมืองรวมด้วย ตามตารางเวลาในเดือนกรกฎาคมนี้ กทม.จะสรุปรายละเอียดทั้งหมดเพื่อประมวลยกร่างผัง
เมืองรวมฉบับใหม่ต่อไป
สำหรับแผนการโรดโชว์มีกำหนด 3 เดือนเต็ม (มกราคม-มีนาคม 2552) โดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มพื้นที่
ปริมณฑล 6 จังหวัด มีสมุทรสาคร นครปฐม ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี
"อัญชลี ปัทมาสวรรค์" ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง บอกว่า เสียงสะท้อนของจังหวัดปริมณฑลอยากให้
กทม.วางผังเมืองให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ เพราะที่ผ่านมาได้รับผลกระทบมากจากการคุมการใช้พื้นที่ของผัง
เมืองรวมกรุงเทพฯ ทำให้มีที่อยู่อาศัยและอุตสาหกรรมไปสร้างในพื้นที่ชานเมืองจำนวนมาก เพราะบาง
จังหวัดผังเมืองขาดอายุไม่สามารถควบคุมการใช้ที่ดินได้
ล่าสุดเป็นกลุ่มผู้ประกอบการจากภาคอสังหาฯ และพาณิชยกรรม ต่างส่งเสียงสะท้อนถึงปัญหาต่างๆ ที่
เกิดขึ้นกับธุรกิจจากการบังคับใช้ผังเมืองรวมฉบับปัจจุบัน
เสนอรื้อเกณฑ์ FAR-OSR
"สมเชาว์ ตัณฑเทิดธรรม" นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย บอกว่า อยากให้เปิดการพัฒนาพื้นที่ "สี
แดง" มากขึ้นเพราะมีข้อจำกัดอยู่ เช่น ขนาดถนน ปัจจุบันพื้นที่สีเขียวบางแห่งเมื่อมีถนนตัดใหม่เข้าไปยัง
พัฒนาได้มากกว่าเสียอีก นั่นเท่ากับการวางผังเมืองไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนควร
ประสานการทำงานร่วมกันมากขึ้น เช่น โครงข่ายรถไฟฟ้าภาครัฐขีดไว้แต่ทำไม่ได้จริงอย่างที่แผนวางไว้
มีปัญหาที่ตามมาคือเอกชนพัฒนาที่ดินได้ยากเพราะแนวไม่แน่นอน รวมทั้งเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดิน
และ สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่รกร้างเพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาพื้นที่มากขึ้น
"อิสระ บุญยัง" อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า จากข้อบังคับของผังเมืองเรื่องอัตราส่วนพื้นที่
อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) และอัตราส่วนของพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (OSR) เป็นอุปสรรคในการ
พัฒนาโครงการ เพราะทำให้ต้นทุน ก่อสร้างใจกลางเมืองเพิ่มขึ้น บีบผู้ประกอบการไปสร้างที่อยู่อาศัยย่าน
ชานเมืองแทน ทางสมาคมเห็นว่าควรจะทบทวนใหม่ เพราะบ้านราคาระดับกลาง-ล่างไม่มีขายในเขตตัว
เมือง เนื่องจากข้อจำกัดที่มากเกินไป และเสนอประเด็น "ระบบโบนัส" ให้พัฒนาที่ดินโดยรอบสถานี
รถไฟฟ้า ให้เพิ่มจากรัศมี 500 เมตร เป็น 1,000 เมตร
นอกจากนี้ เรียกร้องให้ทบทวนพื้นที่ สีเหลืองบริเวณ ย.1-ย.2 เปิดให้สร้าง ทาวน์เฮาส์ได้ ปัญหาคือ
ปัจจุบันสร้างได้แต่บ้านเดี่ยว 100 ตารางวา, ลดขนาดบ้านเดี่ยวพื้นที่สีเขียวและเขียวลายบังคับสร้างบ้าน
100 และ 1,000 ตารางวา เหลือ 50-70 ตารางวาตามกฎหมายจัดสรร และเปิดพื้นที่ "ฟลัดเวย์" ให้พัฒนา
ได้มากขึ้น
"สัมมา คีตสิน" ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า เกิดการ
เปลี่ยนแปลงใหม่ หลายบริเวณจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญ อาทิ ย่านมักกะสัน เมื่อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์
เปิดใช้ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และสนามบินสุวรรณภูมิ สิ่งที่ต้องทำคือให้เสริม โครงข่ายสาธารณูปโภค
เข้าไปเพื่อรับมือการจราจรหนาแน่น เช่น ไรท์เรล รถไฟฟ้า พร้อมปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดรับกับ
ปริมาณคนที่จะย้ายเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
"คุมค้าปลีก" กระทบรายกลาง-ย่อย
ฟากผู้ประกอบการธุรกิจพาณิชยกรรม มุ่งเน้นไปที่ค้าปลีก-ค้าส่งเป็นส่วนใหญ่ พบว่าปัญหาอุปสรรคจะ
คล้ายกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สามารถขยายธุรกิจได้เพราะติดข้อกฎหมายผังเมืองและข้อบัญญัติ
ต่างๆ ของ กทม.
"ธนภณ ตังคณานันท" นายกสมาคม ผู้ค้าปลีกไทย สะท้อนปัญหาว่า ผังเมืองปัจจุบันคุมเข้มกว่าผังที่ผ่าน
มา มีการแบ่งย่อยการใช้ประโยชน์ที่ดินมากเกินไป ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แทนที่จะอยู่ใกล้ชุมชนที่มี
การเติบโตขึ้น เช่น ถนนนวมินทร์ รามอินทรา เป็นต้น ติดกฎหมายผังเมืองที่กำหนดให้เป็นพื้นที่ "สี
เหลือง" สร้างได้ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
อีกปัญหาคือข้อบัญญัติ กทม.เรื่อง ค้าปลีก-ค่าส่ง พ.ศ.2548 ให้สร้างไม่เกิน 300 ตารางเมตร ทำให้มี
ซูเปอร์มาร์เก็ต ในห้างขนาดใหญ่ไม่ได้ รวมถึงทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเพราะต้องเว้นที่ว่างหน้าอาคารเพิ่มขนาด
ที่จอดรถและห้องน้ำ เป็นต้น
"อยากให้ทบทวนกฎหมายที่ใช้อยู่ให้สร้างห้างขนาดใหญ่ในพื้นที่สีเหลืองได้ เพราะชุมชนขยายตัว ขณะที่
พื้นที่สีแดงและน้ำตาลที่ให้สร้างได้อยู่ในเมืองเกิดปัญหาจราจรตามมาและต้นทุนสูงขึ้นเป็น 2 เท่าเพราะ
ราคาที่ดินแพง"
"สันติชัย สารถวัลย์แพศย์" ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า กรมการค้าภายใน กระทรวง
พาณิชย์ ฝากให้ กทม.นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม เป็นหลักและดูแลผู้ประกอบการรายย่อย กำหนดแต่ละพื้น
ที่ว่าให้สร้างได้กี่แห่งสำหรับรายใหญ่และรายย่อย
"ชาย ศรีวิกรม์" นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจย่านราชประสงค์ อยากให้กำหนดแคแร็กเตอร์ของแต่ละ
โซนให้ชัดเจนว่าเป็นอะไร เช่น ราชประสงค์เป็นแหล่งช็อปปิ้ง เป็นต้น เพื่อเพิ่มเสน่ห์ของกรุงเทพฯให้น่า
อยู่
กทม.ปูดพื้นที่พัฒนาใช้ไปแค่ 3.49%
ส่วน "ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์" ประธานคณะกรรมการธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งหอการค้าไทย บอกว่า ประเด็น
FAR ควรเพิ่มอีก 7-8 เท่า ควบคู่กับลด OSR ลงเพื่อลดต้นทุนก่อสร้าง เพราะที่ผ่านมาไม่คุ้มค่าแม้ว่าจะ
เป็นพื้นที่สีแดง
ขณะที่ "ผอ.สำนักผังเมือง" ออกมาขานรับว่า ข้อเสนอแนะทั้งหมดสามารถทำได้ แต่ต้องพิจารณาอีกครั้ง
จะผ่อนปรนได้แค่ไหน เพราะต้องดูนโยบายรัฐบาลและผู้ว่าฯ กทม.ควบคุมไปด้วย
พร้อมระบุว่าพื้นที่การพัฒนายังเหลืออีกมากกว่า 90% จากการเก็บข้อมูลการใช้พื้นที่ตามผังเมืองปัจจุบัน
ตั้งแต่ 16 พฤษภาคม 2549-31 ธันวาคม 2551 จากพื้นที่ทั้งหมด 1,490,204,954.88 ตารางเมตร ใช้ไป
แค่ 7,240,539.32 ตารางเมตร หรือ 3.49% เท่านั้น ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะยังมีพื้นที่รอการพัฒนาอีกมาก>