นายสิรวัต จันทรัฐ อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า ได้ออกคําสั่งกรมบังคับคดีให้มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
(แวต) 7% จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับ
ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/5 ที่กําหนดให้ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินมีหน้าที่นําส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม
คำสั่งดังกล่าวนั้นนอกจากครอบคลุมถึงผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังรวมถึงกรณีที่
ส่วนราชการที่ขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกยึดมาด้วย
ทั้งนี้ กรมบังคับคดีจะมีหน้าที่นําส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะที่เป็น ผู้ดําเนินการขายทอดตลาดเพื่อบังคับ
คดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งศาลแทนผู้ประกอบการ
“ที่ผ่านมากรมบังคับคดีไม่ทราบว่าจะต้องมีการหักภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เมื่อทราบก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง
ซึ่งขณะนี้ไม่ทราบได้ว่าจะมีสินทรัพย์อีกรายการที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมากน้อยแค่ไหน เพราะต้องมีการ
ตรวจสอบแต่และรายการจากกรมสรรพากรว่า จำเลยเข้าข่ายจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ และเชื่อว่าราคา
สินทรัพย์คงไม่ปรับเพิ่มมากนัก จากมาตรการนี้” นายสิรวัต กล่าว
อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า สำหรับการจ่ายภาษีแวตนั้น ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องชําระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา
ตามที่กฎหมายกําหนด นอกเหนือจากราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทอดตลาด
นอกจากนี้ ก่อนทําการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ซึ่งลูกหนี้ตามคําพิพากษา พนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้ง
ให้ผู้เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์ทราบเกี่ยวกับการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม
ทั้งนี้ ในทางปฏิบัตินั้น พนักงานบังคับคดีจะต้องระบุจํานวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อต้องชําระใช้ชัดเจน
แยกต่างหากจากราคาที่เคาะไม้ขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดี จะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อในวันที่
ขายทอดตลาด
ขณะเดียวกันเมื่อผู้ซื้อชําระราคา ทรัพย์และภาษีมูลค่าเพิ่มครบถ้วนแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือ
นักบัญชีแล้วแต่กรณี ออกใบเสร็จ รับเงินให้ผู้ซื้อ โดยระบุราคาที่ เจ้าพนักงานบังคับคดี เคาะไม้ขายทอดตลาด
และจํานวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อต้องชําระให้ชัดเจน พร้อมทั้งจัดทําสําเนาใบเสร็จรับเงินให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษา
ไว้เป็นหลักฐานด้วย
สำหรับในปีงบประมาณ 2552 กรมบังคับคดีตั้งเป้าหมายการขายสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพี
แอล) ไว้ 1.1 แสนล้านบาท โดยในงบประมาณปี 2551 ที่ผ่านมาสามารถจำหน่ายเอ็นพีแอลได้ถึง 1.19 แสนล้าน
บาท สูงกว่าเป้าหมาย 9,000 ล้านบาท>