นายพิฆเนศ ต๊ะบ่วง ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง
ผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 สถิติที่ผู้บริโภคร้องเรียน
เข้ามามีจำนวน 472 เรื่อง โดยเรื่องที่มีการร้องเรียนมากเป็นอันดับหนึ่งคือปัญหาการก่อสร้างที่ไม่ตรง
ตามกำหนดระยะเวลาที่ได้ทำไว้กับผู้ซื้อและไม่มีการชดเชยค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการก่อสร้าง
ล่าช้าให้กับผู้บริโภคซึ่งสคบ.ได้กำหนดไว้ว่าหากมีการก่อสร้างล่าช้าจะต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับ
ผู้บริโภคตั้งแต่ร้อยละ 0.01 แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งหากผู้บริโภคไม่ประสงค์จะยกเลิกสัญญาก็ให้รีบ
ดำเนินการใช้ไม้แข็งให้ผู้ประกอบการส่งมอบบ้านพร้อมกับค่าปรับในการชดเชยการก่อสร้างล่าช้า ทั้งนี้
ในการชดเชยค่าเสียหายจากการก่อสร้างล่าช้า ผู้บริโภคต้องแจ้งก่อนที่จะทำการโอนว่าประสงค์ที่จะรับ
ค่าชดเชยกรณีที่โครงการก่อสร้างไม่เป็นไปตามสัญญา
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ผู้ประกอบ การมีการก่อสร้างล่าช้า ส่วนหนึ่งจะติดใบอนุญาตเกี่ยวกับ
สิ่งแวดล้อมซึ่งผู้ประกอบการกล่าวอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัย และอีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาสภาพคล่องของ
ผู้ประกอบการที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ที่พบมากคือปัญหาจากการที่ผู้ประกอบการขาด
สภาพคล่อง และเป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องร้องเรียนของวิกฤติเศรษฐกิจในปีนี้แตกต่างจากปี 2540 ซึ่ง
ขณะนั้นผู้ประกอบการล้มละลาย แต่ปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการไม่มีใครปิดกิจการ
ด้าน นายสัมมา คีตะสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า
ในไตรมาสที่ 1/2552 มีผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาฯปิดตัวทั้งสิ้น 120 ราย เฉลี่ยตก
เดือนละ 40 ราย เป็นธุรกิจนายหน้าค้าอสังหาฯ ธุรกิจเช่าซื้อและธุรกิจพัฒนาที่ดิน
ส่วนนายวิษณุ สุชาติล้ำพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า จากปัญหาความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของแบงก์ทั้งสินเชื่อโครงการและสินเชื่อรายย่อย
อันเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศ และกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง ทำให้ขณะนี้
ตลาดอสังหาฯ เหลือแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีฐานการเงินที่แข็งแกร่งเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการ
รายย่อยเชื่อว่าไม่ได้หายไปหมด ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในทำเลที่เป็นเจ้าตลาดอยู่ก็ยังสามารถอยู่ได้
ขณะที่นายพลพัฒน์ กรรณสูตร นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนาวรัตน์ พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอยู่ใน
สถานการณ์ที่น่าห่วงและไม่มีอะไรดีขึ้นเลยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 เพราะโครงการ
สาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่เกิดเสียที ขณะเดียวกันโครงการงานภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันก็
ทยอยหมดไปเรื่อยๆ ซึ่งจะหันพึ่งพาภาคเอกชนก็ไม่ได้เพราะชะลอการลงทุนกันหมดเนื่องมาจาก
ปัญหาวิกฤติการเงินโลกและเศรษฐกิจในประเทศไทยอันเนื่องจากปัญหาการเมืองที่เรื้อรังต่อเนื่องจน
ทำให้นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศขาดความมั่นใจไม่กล้าลงทุน
"ขณะนี้งานก่อสร้างของประเทศหดตัวลงไปกว่า 50% ส่งผลทำให้ผู้รับเหมาไม่มีงานทำ หลายบริษัท
ต้องปรับลดพนักงานลง หรือจ้างพนักงานเพียงครึ่งเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่ไม่มีเข้ามา ใน
ส่วนของบริษัท เนาวรัตน์ พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ได้มีการปรับลดพนักงานลงกว่า 200 คนเช่นกัน"
ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในช่วงไตรมาสที่ 1/ 2552 ที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจที่มี
การยกเลิกกิจการสูงสุดคือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งปิดกิจการไปแล้ว 410 ราย ทั่วประเทศ ขณะที่
ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีจำนวน 116 ราย รวมกันเป็นจำนวน 526 ราย โดยแบ่งเป็นบริษัท
รับเหมาก่อสร้างในเขตกทม. 45 ราย และพัฒนาอสังหาฯ ในกทม.จำนวน 29 ราย
อย่างไรก็ตามหากเทียบตัวเลขในช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่า มีบริษัทรับเหมาก่อสร้างยังคงนำเป็น
ธุรกิจที่มีการปิดกิจการมากสุดถึง 306 ราย ส่วนธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ อยู่ในอันดับ 2 มีจำนวนที่ปิด
กิจการ 117 ราย รวมทั้ง 2 ธุรกิจเป็นจำนวนกว่า 423 ราย โดยบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ปิดกิจการลงนั้น
อยู่ในเขตกทม. จำนวน 48 ราย และพัฒนาอสังหาฯ จำนวน 18 ราย
ขณะเดียวกันธุรกิจรับเหมาก่อสร้างก็ยังคงเป็นธุรกิจที่มีการจัดตั้งเป็นอันดับสูงสุดเช่นกันแม้ในไตรมาส
แรกจะมีการปิดการค่อนข้างมาก แต่ก็มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ถึง 1,169 ราย ส่วนพัฒนาอสังหาฯ มี
จำนวน 486 ราย โดยธุรกิจรับเหมาที่จัดตั้งใหม่ในไตรมาสแรกอยู่ในเขตกทม.196 ราย และพัฒนา
อสังหาฯ อีก 151 ราย ซึ่งในช่วงเดียวกันของปีก่อนมีการจดทะเบียนจัดตั้งทั่วประเทศถึง 1,309 ราย
และพัฒนาอสังหาฯ ซึ่งมีการจัดตั้งมากเป็นอันดับ 2 จำนวน 731 ราย
สำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้างและพัฒนาอสังหาฯที่ยกเลิกกิจการที่มีทุนจดทะเบียนสูงสุดในไตรมาส
แรก อาทิ บริษัท ทีพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทุนจดทะเบียน 393.40 ล้านบาท, บริษัท บายพาสแลนด์
แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท, บริษัท ขอนแก่น ธนชาติ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทุนจด
ทะเบียน 100 ล้านบาท, บริษัท เอเพกซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท, บริษัท อีส โซลูชั่น
จำกัด ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท, บริษัท กิตบุรินทร์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท, ห้าง
หุ้นส่วนจำกัด ธนโชคการโยธา ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท, บริษัท อาฟฟิมาส อินเตอร์เนชั่นแนล
(ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาทดำเนินธุรกิจตัวแทนอสังหาฯ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ในครึ่งปีหลังของปี 2251 ที่ผ่านมา พบว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีการจัดตั้งเป็นสูงสุดเป็น
ดับหนึ่งอยู่ที่ 2,028 รายจากจำนวนนิติบุคคลที่จัดตั้งทั้งสิ้นทั่วประเทศ 20,435 ราย และพัฒนาอสังหา
ฯ อยู่ในอันดับสองจำนวน 1,246 ราย โดยพัฒนาอสังหาฯมีทุนจดทะเบียนมากเป็นอันดับสองของ
ธุรกิจทั้งหมดคือ 8,917.34 ล้านบาท ขณะเดียวกันธุรกิจรับเหมาก่อสร้างก็มีการยกเลิกกิจการมากเป็น
อันดับหนึ่งรวมจำนวนทั้งสิ้น 956 ราย ส่วนพัฒนาอสังหาฯ จำนวน 380 ล้านบาท โดยทุนจดทะเบียนที่
ยกเลิกสูงสุดอันดับแรกคือธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ จำนวน 4,510.95 ล้านบาท อันดับสามคือธุรกิจ
รับเหมาก่อสร้าง 1,643 ล้านบาท เมื่อร่วมกันแล้วทั้งสองธุรกิจมีการยกเลิกทุนจดทะเบียนถึง 6,159
ล้านบาท โดย ณ ครึ่งปีหลัง 2551 มีจำนวนธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่คงอยู่ 557,193 ราย และธุรกิจ
พัฒนาอสังหาฯ จำนวน 24,241 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาฯที่จดทะเบียนในตลาด
หลักทรัพย์จำนวน 71 ราย>