พลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพล นายกสภาสถาปนิก เปิดเผยว่า จากกรณีที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการ
วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการ
วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (สวล.) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลง
นามประกาศ ณ วันที่ 20 ม.ค. 2552 โดยระบุว่า ยังมีบางประเด็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มองว่าเรื่องดังกล่าว
อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมของสถาปนิก และผู้ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคาร
ในภาพรวม
ในระหว่างที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ทราบว่าหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ได้แจ้งต่อสถาปนิกและผู้
ดำเนินโครงการที่ยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคารให้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามประกาศ
ฯ จึงจะดำเนินเรื่องพิจารณาคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก
นอกจากนี้ ยังมีเอกสารท้ายประกาศฯ ที่ครอบคลุมประเภท ขนาดของโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นเพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น การเปลี่ยนแปลงขนาด
พื้นที่ใช้สอยอาคารจากเดิม 1 หมื่นตร.ม.ขึ้นไป ปรับเป็นอาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตร.ม.ขึ้นไป ส่งผลให้
การพิจารณาล่าช้าออกไป และมีผลต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน
ปัจจุบันการขออนุญาต ใช้เวลาในการพิจารณากว่า 120-180 วัน และขณะนี้มีผู้ยื่นขออนุญาตกับกรุงเทพมหานคร
ในอาคารเกินกว่า 4,000 ตารางเมตรเฉลี่ยต่อเดือน 40-60 อาคาร ยังไม่รวมอาคารที่ยื่นขออนุญาตที่ต่างจังหวัด
นอกจากนี้ นายกสภาสถาปนิก กล่าวได้มีสมาชิกสถาปนิกได้ส่งหนังสือร้องเรียนพร้อมรายละเอียดมายังสภา
สถาปนิก ให้เข้าไปตรวจสอบงานออกแบบของสถาปนิกชาวต่างชาติ ที่ออกแบบให้กับโครงการขนาดใหญ่ใจ
กลางธุรกิจ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายเนื่องจากเป็นวิชาชีพสงวนให้กับคนไทย โดยล่าสุด นายวีระพันธ์ ชินวัตร
สถาปนิกวิชาชีพ ได้ส่งหนังสือร้องเรียนมายังสภาสถาปนิกให้เข้าไปตรวจสอบ โครงการโรงแรมและชั้นล่างทำ
เป็นพลาซ่า มูลค่ารวมเป็นหมื่นล้านบาทบนที่ดินผืนงามย่านชิดลมโดยสถาปนิกออกแบบคือ AMANDA
LEVETE Architects สถาปนิกต่างชาติ
ทั้งนี้ เมื่อสภาสถาปนิกได้ให้ทางฝ่ายนิติกรเข้าไปตรวจสอบแล้ว แต่ไม่สามารถเอาผิดทางด้านกฎหมายได้
เนื่องจากไม่มีเอกสารยืนยัน จะมีเพียงแต่ข้อมูลที่ระบุในเว็บไซต์ ซึ่งนำมาใช้อ้างอิงทางด้านกฎหมายไม่ได้ และ
แบบที่ออกมาดังกล่าวก็เป็นเพียงคอนเซปต์ดีไซน์เท่านั้น และสภาสถาปนิกเองก็ได้มีหนังสือตอบกลับไปยังผู้
ร้องเรียนแล้วเช่นกัน ว่า สภาสถาปนิกไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด และการที่จะเอาโทษตามกฎหมายได้ต้องมีเอกสาร
และหลักฐานที่ชัดเจน
"มีหลายโครงการที่ดูแล้วเป็นงานออกแบบของสถาปนิกนอกแต่ก็เอาผิดไม่ได้ เพราะผู้ที่เซ็นรับรองแบบคือ
สถาปนิกไทย หรือไม่งานออกแบบชิ้นนั้นก็ได้รับคำอธิบายเพียงว่า ต่างชาติเป็นที่ปรึกษา" นายกสภาสถาปนิก
กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังระบุว่า เมื่อปิดกั้นทางด้านกฎหมายแล้วยังไม่สามารถควบคุมได้ ก็น่าจะเปิดเสรี แต่จะต้องเปิดแบบ
เงื่อนไขประเภทและขนาดของงาน และในกรณีที่มีการทำงานร่วมงานสถาปนิกไทยจะต้องมีการจัดตั้งบริษัทร่วม
ทุนตามเงื่อนไขของกฎหมายนั้น บริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นต้องได้รับการรับรองหรือได้ไลเซ่นส์จากสภาสถาปนิก>