ปัจจุบันรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.)เปิดดำเนินการแล้ว 2 เส้นทางคือสายสีน้ำเงิน(รถใต้ดิน)และ
สายสีเขียว(บีทีเอส) ส่วนใหญ่จะเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนในใจกลางเมืองเป็นหลัก แต่รถไฟฟ้าที่เชื่อมพื้นที่
ข้ามจังหวัดหรือปริมณฑลนั้นยังไม่มี ล่าสุดเส้นทางสายสีเขียวเชื่อมต่อไปถึงฝั่งธนบุรี(สถานีวงเวียนใหญ่)
ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างทันตาเห็น
แต่อีกไม่นานรถไฟฟ้าสายสีม่วง(บางซื่อ-บางใหญ่)ก็จะเปิดดำเนินการเป็นรถไฟฟ้าสายประวัติศาสตร์สายแรกที่
เชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดนนทบุรี ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจได้อย่าง
มากมาย นอกเหนือจากอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการจราจรเท่านั้น
นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางซื่อ-บาง
ใหญ่ เป็นอีกหนึ่งสายทางในแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางราง มีระยะทางประมาณ 23
กิโลเมตรลักษณะเป็นทางวิ่งยกระดับทั้งหมด โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลที่สถานีบางซื่อ
จากนั้นเปลี่ยนเป็นโครงสร้างทางวิ่งยกระดับบริเวณสะพานสูงบางซื่อ วิ่งข้ามคลองเปรมประชากรไปตามแนว
ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ถึงบริเวณแยกเตาปูน เป็นสถานีแรกและเป็นสถานีร่วมกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วง
บางซื่อ-ท่าพระ จากนั้นจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี เลี้ยวขวาไปตามถนนติวานนท์ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน
รัตนาธิเบศร์ ข้ามสะพานพระนั่งเกล้า เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนวงแหวนรอบนอก(ตะวันตก) กาญจนาภิเษก สิ้นสุด
เส้นทางที่ริมคลองบางไผ่ซึ่งมีที่ตั้งของศูนย์ซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้าอยู่ที่นี่บนพื้นที่ 155 ไร่
จำนวนสถานีตามเส้นทางมีทั้งหมด 16 สถานีคือ สถานีเตาปูน บางซ่อน วงศ์สว่าง แยกติวานนท์ กระทรวง
สาธารณสุข ศูนย์ราชการนนทบุรี ศรีพรสวรรค์ แยกนนทบุรี 1 สะพานพระนั่งเกล้า ไทรม้า ท่าอิฐ บางรักใหญ่
บางพลู สามแยกบางใหญ่ ตลาดบางใหญ่ และสถานีคลองบางไผ่ โครงการนี้มีมติใช้ระบบรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่
มีความจุสูง สามารถขนส่งผู้โดยสารได้มากกว่า 50,000 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง เช่นเดียวกับรถไฟฟ้ามหานคร
สายเฉลิมรัชมงคลนั่นเอง
ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 เห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟ
ม.)ดำเนินงานในส่วนของการก่อสร้างงานโยธาพร้อมวงเงินค่าก่อสร้างและค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ โดย
ให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบ Public Private Partnership(ppp) มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างรวมทั้งสิ้น
ประมาณ 60,185 ล้านบาท
แบ่งออกเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 9,209 ล้านบาท ค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการ(งานโยธา) 1,296 ล้านบาท
ค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการ(งานระบบรถไฟฟ้า) 382 ล้านบาท ค่าก่อสร้างงานโยธา 36,055 ล้านบาท และค่างาน
ระบบรถไฟฟ้า 13,243 ล้านบาท
ตามแผนนั้นจะมีการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินในช่วงมกราคม 2550-กรกฎาคม 2553 จัดจ้างที่ปรึกษาโครงการเดือน
มกราคม 2551-สิงหาคม 2552 การคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างเดือนเมษายน 2551-ตุลาคม 2552 เริ่มงาน
ก่อสร้างเดือนพฤศจิกายน 2552 และจะเปิดให้บริการในเดือนกรกฎาคม ปี 2557 ซึ่งคณะกรรมการ รฟม.ได้
ติดตามความคืบหน้าพร้อมรับทราบผลงานพัฒนาโครงการไปแล้วเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา
ต่อมาครม.มีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 อนุมัติขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธาและค่าจ้างที่ปรึกษา
จากเดิม 31,217 ล้านบาท เป็น 36,055 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาสำหรับงานโยธาจากเดิม 1,248 ล้านบาท
เป็น 1,296 ล้านบาทพร้อมเห็นชอบการปรับกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธาของสัญญาที่ 6(งานระบบราง)จาก
วงเงิน จำนวน 4,077 ล้านบาท เป็น 3,638 ล้านบาท
แต่เนื่องจากโครงการนี้มีมูลค่าก่อสร้างเป็นเงินมหาศาลจึงได้จัดหาเงินกู้จากแหล่งต่าง ๆ พร้อมกับจัดทำสัญญา
หลาย ๆ ฉบับ โดยเงินกู้สำหรับค่าก่อสร้างงานโยธาจากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือ
JBIC และ รฟม.ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้สำหรับค่าก่อสร้างงานโยธาสัญญาที่ 1,2 และ 3 กับ JBIC เมื่อช่วง
กลางปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบัน JBIC ได้โอนให้องค์กรเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น(JICA) เป็น
ผู้รับผิดชอบดูแลสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแทน
ทั้งนี้แต่ละสัญญาเงินกู้มีเงื่อนไขให้รฟม.ดำเนินการประกวดราคาตามหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างภายใต้
โครงการให้ความช่วยเหลือเงินกู้ของ JBIC โดยให้เป็นการแข่งขันประกวดราคานานาชาติ +++เงื่อนไข
อนุญาโตตุลาการ
อย่างไรก็ตามรฟม.ได้ดำเนินการประกวดราคางานโยธาซึ่งประกอบด้วย งานสัญญาที่ 1 งานก่อสร้างโครงสร้าง
ยกระดับ(ส่วนตะวันออก) โดยการประชุมบอร์ด รฟม.เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 เห็นชอบผลการประกวดราคา
และการเจรจาราคาค่าก่อสร้างงานโยธาวงเงิน 14,842 ล้านบาท และให้ปรับลดวงเงินสำรองจ่ายจากเดิม 600
ล้านบาท เหลือ 50 ล้านบาท ตามข้อเสนอของที่ปรึกษาทำให้วงเงินสุดท้ายของสัญญาที่ 1 เป็นจำนวน 14,292
ล้านบาท โดย JICA ไม่ขัดข้อง โดยมีกลุ่มบริษัท CKTC ที่บริษัท ช.การช่าง เป็นแกนนำเป็นผู้ชนะการประกวด
ราคา ในวงเงิน 14,292 ล้านบาท
งานสัญญาที่ 2 งานก่อสร้างโครงสร้างยกระดับ(ส่วนตะวันตก) และงานสัญญาที่ 3 งานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง
และอาคารจอดรถ และในการประชุมบอร์ด รฟม.เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 ได้เห็นชอบผลการประกวดราคา
ค่าก่อสร้างงานโยธาตามข้อเสนอของที่ปรึกษาโดยสัญญาที่ 2 ให้ปรับลดวงเงินสำรองจ่ายจากเดิม 450 ล้าน
บาท เหลือ 100 ล้านบาททำให้วงเงินสุดท้าย เป็นจำนวน 13,100 ล้านบาท ส่วนสัญญาที่ 3 กรอบวงเงิน 5,450
ล้านบาท ให้ปรับลดวงเงินสำรองจากเดิม 450 ล้านบาท เหลือ 25 ล้านบาท ทำให้วงเงินสุดท้ายของสัญญาที่ 3
เป็นจำนวน 5,025 ล้านบาท
ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการนำเสนอผลการประกวดราคาที่บอร์ด รฟม.เห็นชอบให้ JICA เพื่อพิจารณาตาม
ขั้นตอนของสัญญาเงินกู้
ส่วนงานสัญญาที่ 6 งานระบบราง ยังไม่ได้เริ่มประกวดราคา เนื่องจากอยู่ในระหว่างการอนุมัติเงินกู้จากแหล่ง
เงินกู้ JICA แต่บอร์ดรฟม.เห็นชอบปรับลดวงเงินค่าก่อสร้างจากเดิม 4,077 ล้านบาทเป็น 3,638 ล้านบาทเพื่อให้
อยู่ภายใต้กรอบวงเงินค่างานโยธาทั้งหมดตามมติครม.
ล่าสุดวันที่ 13 ตุลาคม 2552 ครม.อนุมัติให้ใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทไว้ในสัญญาจ้าง
ก่อสร้างงานโยธาสัญญาจ้างที่ 1,2 และ 3 ที่ประกวดราคาเสร็จแล้ว และงานโยธาสัญญาที่ 6 ที่รฟม.จะ
ดำเนินการประกวดราคาและสัญญาจ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมโครงการที่ รฟม.อยู่ระหว่างการคัดเลือก
บริษัทที่ปรึกษาโครงการ
ในส่วนของการจัดซื้อระบบรถไฟฟ้าและระบบอาณัติสัญญาณภายใต้วงเงิน 13,243 ล้านบาทนั้น รฟม.ได้
นำเสนอกระทรวงคมนาคมถึงรูปแบบการลงทุนโดยให้หาภาคเอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP(Public Private
Partnership) ตามนโยบายของรัฐบาล และร่วมลงทุนแบบ PPP Gross Cost คือให้เอกชนที่มีผู้ผลิตรถไฟฟ้าและ
จัดหาระบบรถไฟฟ้าร่วมอยู่ในกลุ่มลงทุนระบบรถไฟฟ้าไปก่อน และจ้างเอกชนให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง
โดยรัฐเป็นผู้จัดเก็บรายได้จากค่าโดยสาร แล้วทยอยจ่ายค่าลงทุนงานระบบไฟฟ้าคืนให้เอกชนในภายหลัง
ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)
เพื่อนำเสนอ ครม.อนุมัติต่อไป
แต่โครงการนี้ใช่ว่าจะดำเนินการอย่างราบรื่นเพราะล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้ออกมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้สอบนายกรัฐมนตรี-คณะรัฐมนตรีในกรณีการประกวด
ราคาและการอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 เพราะมีเอกชนบางรายได้รับค่า
ก่อสร้างสูงเกินจริง โดยพบว่าการประกวดราคาและอนุมัติจ้างบริษัทเอกชนเพื่อก่อสร้างงานโยธามีการกระทำที่
ส่อทุจริตทำให้รัฐต้องสูญเสียเงิน 5,896 ล้านบาท
นอกจากนี้รฟม.ยังจะให้ผู้รับเหมาเลื่อนการเข้าพื้นที่การก่อสร้างตามสัญญาที่ 1 ช่วงบางซื่อ-สะพานพระนั่ง
เกล้า ระยะทาง 12 กิโลเมตรจากเดิมเดือนตุลาคมไปเป็นเดือนพฤศจิกายนเพราะเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการ
พิจารณาของศาลตามกติกาสากลที่แหล่งเงินทุนจากประเทศญี่ปุ่นยังไม่ยอมรับข้อเสนอ
แม้จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการแต่หลายคนก็ยังเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอรถไฟฟ้าเส้นทางประวัติศาสตร์สายสี
ม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ก็จะสามารถเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดนนทบุรีได้อย่างแน่น
นอน รวดเร็วสำหรับการเดินทางได้มากยิ่งขึ้นต่อไปด้วยการผลักดันจากทุกฝ่าย
โดยเฉพาะนายชูเกียรติ โพธยานุวัตร ที่ครม.อนุมัติให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรฟม.คนใหม่เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม
2552 ที่ผ่านมา>