จากกรณีที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ออกพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ว่าด้วยเรื่อง
กฎหมายตรวจสอบอาคารพ.ศ. 2548 และมีผลบังคับใช้จริงปี 2550 ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้อาคาร 9 ประเภท
ได้แก่ ป้ายขนาดตั้งแต่ 25 ตารางเมตร , อาคารขนาดใหญ่ เกิน 10,000 ตารางเมตร ,อาคารสูงตั้งแต่ 23 เมตร ,
โรงงานอุตสาหกรรมเกิน 5,000 ตารางเมตรและ มีจำนวนชั้นเกิน 1 ชั้น,สถานบริการตั้งแต่ 200 ตารางเมตร ,
อาคารชุมชุมคนตั้งแต่ 500 คน , โรงสหรสพ ,โรงแรมตั้งแต่ 80 ห้อง และ อาคารพักอาศัยรวมต้องอยู่ในข่ายจ้าง
วิศวกรหรือ บริษัทผู้ชำนาญการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยในอาคารโดยตรวจสอบใหญ่
ทุก 5 ปี และ ตรวจสอบย่อยทุกปี พร้อมทั้งออกหนังสือรับรองความปลอดภัยโดยให้หน่วยงานท้องถิ่นเซ็นรับรอง
หรือกรณีพบว่า อาคารไม่ปลอดภัยให้ ออกคำสั่งแก้ไขปรับปรุง หากเพิกเฉย มีโทษ จำคุก 3 ปี หรือ ปรับ 60,000
บาท และปรับรายวันจนกว่าจะดำเนินการ วันละ 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น
นายชลชัย ธรรมวิวัฒนกูร นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร เปิดเผย"
ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ มีเจ้าของอาคารจำนวนมากยังละเลย ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยอาคารตามที่
กฎหมายกำหนดรวมถึงเจ้าพนักงานท้องถิ่น อาทิ กรุงเทพมหานคร (กทม.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(อปท.) ยังใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวช่วยเหลือ เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบและลดค่าใช้จ่าย
โดยเฉพาะกรณีป้ายทั่วประเทศที่ส่วนใหญ่มักไม่มีการตรวจสอบ และท้องถิ่นไม่ทราบข้อมูลปริมาณป้ายที่
แท้จริง เพราะป้ายมักเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ทุกสถานที่และทุกวันเวลา ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นป้ายเถื่อน โครงเหล็ก
เปล่า ที่ติดประกาศรับติดป้ายโฆษณา เป็นต้น ซึ่งป้ายเหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินหากไม่มีการ
ตรวจสอบ
นอกจากนี้อาคารที่อยู่ในข่าย เจ้าของอาคารยังละเลยไม่จ้างวิศวกรหรือ บริษัทผู้ชำนาญการตรวจสอบ
อาคาร อีกจำนวนมาก โดยในเขตกทม. ที่ยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีจำนวน 2,000-3,000 อาคาร โดยส่วน
ใหญ่ นอกจากอาศัยความสัมพันธ์กับเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วยังไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการ
ตรวจสอบอาคารให้กับวิศวกรหรือ บริษัทผู้ชำนาญการ ในแต่ละปีเพราะเชื่อมั่นว่าอาคารของตนเองมีความ
ปลอดภัย
ขณะเดียวกันปัญหาใหญ่คือ ต่างเห็นว่าหน่วยงานรัฐหรือท้องถิ่นไม่เอาจริงเอาจังต่อการบังคับใช้กฎหมาย
โดยเฉพาะบทลงโทษ ที่ให้อำนาจไว้ คือ หากละเลยไม่ว่าจ้างวิศวกรหรือ บริษัทผู้ชำนาญการเข้าตรวจสอบ
อาคารจะต้อง มีโทษจำคุก 3 ปี หรือ ปรับ 60,000 บาท และปรับรายวันจนกว่าจะดำเนินการอีกวันละ 10,000
บาท หรือ โทษทั้งจำทั้งปรับ
ต่อข้อถามที่ว่า กฎหมายฉบับนี้เปิดช่องให้ท้องถิ่นเรียกรับผลประโยชน์กับเจ้าของอาคารเพื่อแลกกับการ
ตรวจสอบอาคารหรือไม่ นายชลชัยกล่าวว่า ไม่ขอตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้
อย่างไรก็ดี สมาคมมองว่า รัฐและหน่วยงานท้องถิ่นจะต้องเอาจริงเอาจังต่อการบังคับใช้กฎหมาย
โดยเฉพาะบทลงโทษ และต้องไม่เห็นแต่ประโยชน์หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อช่วยกัน จะช่วยให้เจ้าของอาคาร
ไม่เสียรายได้ที่ซ้ำซ้อนกับภาษีโรงเรือน และภาษีสรรพสามิต กรณีป้าย ก็ตาม แต่ผลที่ตามมาหากเกิดอันตราย
จะส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของอยู่ใช้อาคารตามมา และแม้ว่า อาคารที่ผ่านการตรวจสอบ และ บริษัท
ผู้ชำนาญการรายงานต่อท้องถิ่นว่า ต้องแก้ไขปรับปรุง แต่มีปัญหาว่า ท้องถิ่นเพิกเฉยไม่เซ็นคำสั่งให้เจ้าของ
อาคารกลับไปปรับปรุงแก้ไข ขณะที่ เจ้าของอาคารไม่ต้องการแก้ไขเช่นกันเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายตามมา และ
มักมองว่า เป็นสิ่งที่เล็กน้อยและไม่เป็นอันตรายเสมอ
สำหรับปัญหาที่ตรวจสอบพบความบกพร่องภายในอาคารส่วนใหญ่ ที่ต้องแก้ไขปรับปรุง ได้แก่ บันไดหนีไฟ
ไม่ได้มาตรฐาน หรือ มีสิ่งกีดขวาง เช่น การนำสัมภาระเก็บไว้ที่บันไดหนีไฟ หรือการจัดแบ่งพื้นที่บริเวณด้านล่าง
ที่ใช้เป็นทางหนีไฟเป็นพื้นที่ใช้สอย ซึ่งหากต้องแก้ไข เจ้าของอาคารเกรงจะเสียพื้นที่ และค่าใช้จ่ายตามมา
นอกจากนี้ยังพบว่า ป้ายบอกทางไม่มี หรือไม่ชัดเจน รวมถึงการไม่บำรุงรักษาอุปกรณ์ดับเพลิงเช่น สปริงเกลอร์
ชำรุดหรือ ไม่มีน้ำเพื่อใช้ดับเพลิง ปั๊มน้ำไม่ทำงาน ลิฟต์โดยสารขาดการบำรุงเป็นต้น
สอดคล้องกับ นายสมเกียรติ์ ประทุมมินทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เมืองไฟฟ้าโรจนะวิศวกรรม จำกัด ซึ่ง
เป็นบริษัทรับตรวจสอบอาคาร และในฐานะอดีตอุปนายกสมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร
กล่าวเพิ่มเติมว่า ในทางปฏิบัติ กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้เลย และไม่สามารถเอาผิดใครได้ โดยเฉพาะ
ปัจจุบัน ป้ายโฆษณาต่างๆ ขนาดตั้งแต่ 25 ตารางเมตรขึ้นไป ทั่วประเทศมากกว่า 100,000 ป้าย ซึ่งติดตั้ง
ทั่วไป ไม่มีการตรวจสอบแม้แต่ป้ายเดียว อาทิ ป้ายธนาคาร ป้ายโฆษณาสี ป้ายโฆษณาบ้าน คอนโดมิเนียม
ป้ายร้านอาหาร ฯลฯ
ทั้งนี้เกิดจากท้องถิ่นเกรงว่า จะเสียผลประโยชน์จากรายได้เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากป้าย และหากต้อง
บังคับให้เจ้าของป้าย ต้องตรวจสอบความปลอดภัยตามกฎหมายตรวจสอบอาคารของกรมโยธาธิการเจ้าของ
จะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน และหาตรวจพบว่าเป็นป้ายเถื่อน ป้ายไม่ได้มาตรฐาน จะต้องถูกปลดออก ส่งผล
ให้ท้องถิ่นเสียประโยชน์ ที่สำคัญมีปัญหาว่า ท้องถิ่นไม่สามารถหาเจ้าของที่แท้จริงได้ว่าใครคือเจ้าของป้าย
ระหว่างผู้ประกอบการป้าย และ เจ้าของบริษัทที่ใช้งบโฆษณาป้าย หรือ หน้าร้านที่ติดตั้งป้าย เช่นร้านขายสี
มักจะมีป้ายติดโฆษณาหน้าร้าน แต่ทั้งเจ้าของบริษัทสี เจ้าของร้านค้าที่รับเป็นเอเยนต์ และ เจ้าของป้ายโฆษณา
ต่างไม่มีใครรับผิดชอบ เพราะกฎหมายไม่ระบุคำว่าเจ้าของป้ายที่ชัดเจนนั่นเอง ส่วนอาคารทั่วประเทศที่เลี่ยง
การตรวจสอบมีไม่ต่ำกว่า 10,000 อาคาร
อย่างไรก็ดีมองว่า ท้องถิ่นกับเจ้าของป้ายหรือ เจ้าของอาคาร มักใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่จะช่วยเหลือกัน
โดยไม่จำเป็นต้องจ้างบริษัทชำนาญการหรือ วิศวกร ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนรายงานต่อท้องถิ่นทางออก
ท้องถิ่นจะต้องนำข้อกฎหมายไปปฏิบัติใช้อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นกฎหมายที่ออกมาก็ไม่มีผลอะไร
แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า ยอมรับว่ายังคงเหลืออาคารที่อยู่ในข่ายที่เจ้าของยังไม่จ้าง
วิศวกรตรวจสอบมีจำนวน กว่า 3,000 ราย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าของอาคาร และการขอผ่อนผัน ส่วนเจ้าของจะ
ละเว้นหรือ สมรู้ร่วมคิดกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อช่วยกันหลบเลี่ยงนั้น ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่มี
ละเว้น
ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า กรมมีหน้าที่ออกข้อกฎหมายเพื่อความปลอดภัย
โดยให้ท้องถิ่นเข้าไปดำเนินการ ซึ่งยอมรับว่า ในกทม.เจ้าพนักงานไม่เอาจริงเอาจังในการตรวจสอบและนำ
กฎหมายไปบังคับใช้ เพราะเชื่อว่า มีอาคารที่สร้างผิดแบบ โครงสร้างไม่มั่นคงแข็งแรง ตลอดจนความปลอดภัย
ระบบป้องกันอัคคีภัยบกพร่องไม่มีการปรับปรุงซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ดียังมีอีกมาก แต่เท่าที่กทม. และ
ท้องถิ่นรายงานเข้ามายังกรม ปรากฏว่ามีแต่อาคารที่แจ้งว่าปลอดภัยทั้งนั้น ซึ่งมองว่าข้อมูลน่าจะมีการหมกเม็ด
เพราะกลัวว่าจะมีความผิดที่ละเลยให้เกิดอาคารผิดแบบหรือไม่มีการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ขณะเดียวกัน
ยอมรับว่า กฎหมายเปิดช่องให้ท้องถิ่น สมรู้ร่วมคิดกับเจ้าของอาคาร รับผลประโยชน์เพื่อช่วยเหลือกัน
9 สมาคมอสังหาฯชูแผนรับมือค้าเสรีธุรกิจอสังหาฯ เร่งเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งแข่งขันโลกการค้า
เสรี 9 สมาคมในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ เตรียมทำแผนยื่นรัฐบาลปลายเดือนนี้ ชูวันสต็อปเซอร์วิส ขยายเวลา
เช่า 60-90 ปี
นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย ในฐานะประธานกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สภาหอการค้า
แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประกอบด้วย 9 สมาคมหลัก อาทิ สมาคมธุรกิจบ้าน
จัดสรร, สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย, สมาคมอาคารชุดไทย, สมาคมตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และ
สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น ได้จัดทำแผนการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อม
ของธุรกิจ นำเสนอรัฐบาลผ่านสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในปลายเดือนนี้
ทั้งนี้เป็นผลจากระบบการค้าเสรีที่ในปี 2563 จะเกิดประชาคมอาเซียน ที่จะทำให้เกิดการสลับสับเปลี่ยนการ
ทำธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน ดังนั้นไทยจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขัน และรักษาฐาน
ธุรกิจ รวมถึงการดึงส่วนแบ่งการตลาดจากประเทศอื่นๆ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจในบางประเภท และทำ
ให้เกิดการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ
นายอธิป กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขัน จะต้องทำเป็นระบบเริ่มตั้งแต่ระบบ
โครงสร้างพื้นฐาน ระบบการขนส่งมวลชน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่ถือว่าประเทศไทยยังพัฒนาได้ล่าช้า การ
ติดต่อสื่อสารด้วยภาษาที่เป็นสากล รวมถึงการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ 9
ธุรกิจของไทยร่างแผนพัฒนาธุรกิจของตนเองขึ้นมานำเสนอรัฐบาลเพื่อร่วมกันพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน
สำหรับแผนพัฒนาธุรกิจที่ทาง 9 สมาคมอสังหาฯ ได้ดำเนินการเพื่อนำเสนอรัฐบาลนั้น มีด้วยกันหลาย
ประเด็น อาทิ การจัดตั้งศูนย์บริการในระบบวันสต็อปเซอร์วิส (One stop service) เพื่อช่วยลดขั้นตอนของการ
ขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจ หรือการซื้อขายที่อยู่อาศัย การกระจายการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กระจายตัวออกนอก
เมือง ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เพื่อลดปัญหาด้านความแออัดของเมือง
การเข้าให้ประชาชนทุกอาชีพ ได้เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพอิสระ ซึ่ง
ควรมีการจัดรูปแบบการให้สินเชื่อเพื่อให้เข้ากับกลุ่มอาชีพ เช่น อาชีพอิสระ หรือรายได้น้อยไม่มีเงินก้อนเพื่อ
ดาวน์บ้าน ดังนั้นรัฐบาลควรจัดหาแพ็กเกจสินเชื่อให้ตรงกับประชาชนในทุกกล่มอาชีพ อาทิ การให้เช่าซื้อก่อน
หากผ่อนชำระดีตรงตามกำหนดก็อาจให้เข้าสู่ระบบปกติหรือแปรสภาพจากการเช่าเป็นการซื้อแทน และที่สำคัญ
รัฐบาลต้องมีแหล่งเงินระยะยาวเพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวด้วย
นายอธิป กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนเรื่องของระยะเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ได้เสนอให้
มีการขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้นจาก 30 ปี เป็น 90 ปีในส่วนของการเช่าเพื่ออยู่อาศัย ส่วนการเช่าเพื่อการค้านั้นได้
เสนอขยายเวลาสูงสุดถึง 60 ปี โดยมีการแบ่งพื้นที่การให้สิทธิ์ในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม ส่วนการขยายการ
ซื้อของชาวต่างชาติในอาคารชุดจากเดิม 49% ของจำนวนยูนิตที่เสนอขายนั้นจะไม่นำเสนอ เพราะการแก้ไข
เกี่ยวโยงกับการถือครองอสังหาฯหรือการลงทุนของชาวต่างชาติที่กำหนดให้ไม่เกิน 49% ซึ่งถือเป็นเรื่อง
ใหญ่ และอาจทำให้เกิดความล่าช้าได้ นอกจากนี้ยังมีแผนธุรกิจอื่นๆ ที่ได้เสนอให้กับรัฐบาลได้พิจารณาด้วย>