พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2552 ในมาตรการ 16 (4) ให้ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับ
นายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จะต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงานในกรณีเป็นธุรกรรมที่ใช้
เงินสดมีจำนวนเกินกว่าที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ หรือเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย และมีบทลงโทษใน
มาตรา 62 ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท
ตลาดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โดย พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19
พฤศจิกายน 2552
นพ.สมศักดิ์ มุนีพีระกุล นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมได้ส่งตัวแทน
ของสมาคมเข้าร่วมประชุมและสัมมนาอย่างต่อเนื่องกับ ปปง.โดยส่งบทสรุปความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง
กฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2552 เพื่อมาเป็น
หลักปฏิบัติ จากสมาคมนายหน้าอสังหาริทรัพย์เสนอต่อ ปปง.
ทั้งนี้ ภาครัฐได้กำหนดให้ธุรกิจนายหน้าเป็นธุรกิจที่ต้องอยู่ในความดูแลของสำนักป้องกันและ
ปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพราะภาครัฐมองว่าธุรกิจดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของเหล่า
มิจฉาชีพที่ต้องการเปลี่ยนเงินสีเทาให้เป็นสีขาว โดยหากพบว่ามีการนำเงินสดมูลค่าถึง 2 ล้านบาทมาซื้อบ้าน
ผู้ประกอบการนายหน้าที่ขายบ้านจะต้องทำรายงานส่งไปยัง ปปช.เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินนั้น และถ้า
หากมีการนำเงินสดมาซื้อบ้านให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นพวกฟอกเงิน
โดยขณะนี้ ปปง.อยู่ระหว่างการร่างกฎกระทรวงคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในปีหน้า ส่วน
รายละเอียดที่ชัดเจนยังไม่สามารถตอบได้ เท่าที่ทราบจะมีการบังคับใช้กับนายหน้าบ้านที่อยู่ในรูปของนิติบุคคล
หากเป็นบุคคล ต่อมามีการตรวจสอบพบว่ามีการขายบ้านให้แก่ผู้ที่ต้องการฟอกเงินก็จะพิจารณาเป็นรายบุคคล
สำหรับโทษของนายหน้าที่ไม่ได้ส่งรายงานเข้าข่ายให้ ปปง.ทราบจะมีความผิดคือ ถูกปรับ 3 แสนบท และถูกปรับ
เป็นรายวันอีกวันละ 3,000 บาท ไปจนกว่าจะทำรายงานเสร็จสิ้น
“จริงๆ แล้วแทบไม่มีใครกำเงินสดใส่กระเป๋ามาซื้อ หรือหากมีการซื้อสดก็จะจ่ายผ่านระบบธนาคาร”
นพ.สมศักดิ์ ให้ความเห็น
ทั้งนี้ ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงผู้ประกอบการอาชีพนายหน้า เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบ
อาชีพนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยตรงและมีบทลงโทษค่อนข้างสูง ทางสมาคมได้ชี้แจง
ประชาสัมพันธ์ไปยังสมาชิกแล้ว แต่มีสมาชิกหรือผู้ประกอบอาชีพนายหน้าอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ทราบและ
ไม่เข้าใจในวิธีการปฏิบัติโดยเฉพาะนายหน้าที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคม หรืออยู่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะเมือง
ใหญ่ เช่น ภูเก็ต พัทยา เกาะสมุย ฯลฯ
ยอดขายบ้านมือสองโต 25% สวนทางศก.
นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตลาดบ้านมือสองในปีนี้ถือเป็นปีที่ดีที่สุด มีการเติบโต 25% จากปีที่ผ่านมาหรือ
อยู่ราว 40,000-50,000 ล้านบาท และคาดว่าปีหน้าหากไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงน่าจะเติบโตได้อีก 25% ซึ่งใน
ฐานะนายกสมาคมอยากให้ภาครัฐให้การสนับสนุนบ้านมือสอง เช่น ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนบ้านมือสอง
เป็นระยะเวลา 5 ปี เพราะเป็นการนำบ้านเก่ากลับมาใช้ประโยชน์ ซึ่งหาภาครัฐสนับสนุนดังกล่าวจะทำให้เกิด
ธุรกิจซื้อบ้านไปปรับปรุงและนำกลับมาขายใหม่ทำให้บ้านเก่าถูกกลับมาขายในตลาดอีกครั้งและเกิดการ
หมุนเวียนของเม็ดเงิน
ปัจจุบันบ้านมือสองได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น ทั้งเรื่องทำเลที่อยู่ใกล้เมืองทำให้ประหยัด
พลังงานและเวลาในการเดินทาง รวมทั้งมีความหลากหลายด้านราคา รูปแบบบ้าน ฯลฯ หากรัฐบาลให้ความสำคัญ
และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นจะมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่ง เนื่องจากการ
ซื้อ-ขายบ้านมือสอง ทำให้เจ้าของบ้านนำเงินออกมาใช้จ่าย ในขณะที่ผู้ซื้อบ้านจะต้องมีการปรับปรุง ซ่อมแซม
ก่อสร้างต่อเติม ฯลฯ ทำให้เกิดการจ้างงานและการหมุนเวียนของธุรกิจอื่นๆ ตามมา หากรัฐต้องการกระตุ้น
เศรษฐกิจถึงประชาชนอย่างแท้>