ชี้ศก. ฟื้น – อสังหาฯ กำไรพุ่ง 50%รัฐเลิกอุ้มอสังหาฯ เอกชนจ่อขึ้นราคา

นายอภสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุม ครม. วานนี้ (23 ก.พ.) มีมติให้ยุติมาตรการกระตุ้นภาค
อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 28 มี.ค. 2553 ทั้งการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ 0.11% สำหรับ
รายรับก่อนหักรายจ่ายจากการขายอสังหาริมทรัพย์ และการลดค่าทำเนียมการจดจอดอสังหาฯริมทรัพย์และ
ค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เป็น 1% เหลือ 0.01% ของราคาประเมิณสำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หาก
ประชาชนต้องการได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องทำธุรกรรมก่อนการซื้อขายบ้านก่อนวันที่
28 มี.ค. 2553

นอกจากนี้ ครม. มีมติไม่ขยายมาตราการ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับประชาชน ที่ซื้อบ้านใหม่หลัง
แรก เพื่อที่อยู่อาศัยเท่ากับมูลค่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งหมดอายุไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2552

คลังอ้างธุรกิตอสังหาฯเริ่มดีขึ้น

นายกรณ์ จาติกวนิช นายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังรายงานให้ ครม.รับทราบ
มาตราการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสหกรรมที่มี
ความสำคัญต่อการจ้างงาน และการใช้วัสดุก่อสร้าง ผลจากมาตรการทำให้มีการโอนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 7%
โดยเฉพาะการโอนที่อยู่อาศัย มีการโอนที่อาศัยอยู่ 10% ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ มี
รายได้ก่อนหักดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีมาก โดย ครม. มีมติเห็นชอบไม่ต่ออายุ มาตรการกระตุ้น
อสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุในวันที่ 28 มี.ค . 2553 อีกต่อไป

การที่ ครม. มีมติร่วงหน้าเพื่อความชัดเจนให้กับประชาชนที่ได้เร่งโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ฯ ยังเหลือ
เวลาอีก 1 เดือนและยืนยันว่า มาตรการกระตุ้นภาคอสังริมทรัพย์ ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ และ ครม. มี
มติไม่ขยายกรอบเวลามาตรการที่จะหมดอายุในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ส่วนการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ลด
หน่วยให้กับการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในอัตราไม่เกิน 3 แสนบาทนั้น ก็หมดอายุตั้งแต่สิ้นปีที่แล้ว

เชื่อสาเหตุหลักรัฐจัดเก็บภาษีธุรกิจลดลง
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลัง ได้รายงานให้ ครม. ทราบ
ว่า ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผ่านมา สามารถลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการได้โดยตรง ขณะที่การลดอัตรา
ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์

ขณะที่ปริมาณเงินภาษีและค่าธรรมเนียม ที่รัฐบาลจัดเก็บได้ในปี 2551 และปี 2252 ลดลง โดยเฉพาะภาษีธุรกิจ
เฉพาะลดลง 46% และ 78% ตามลำดับส่วนที่ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมลดลง 9% และ 32%
ในปี 2552 ในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 7% โดยเฉพาะการโอนอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียม
เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปี 2551 ซึ่ง 52% ธุรกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จะมีการจดจำนองเพื่อขอ
สินเชื่อด้วย

กระทรวงการคลังยังได้รายงานว่าในปี 2551 และปี 2552 มีโครงการที่จดทะเบียนอาคารชุด ทั้วประเทศ เพิ่มขึ้น
29% และ 33% ในขณะที่การขออนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศลดลง 16% และ 19% ตามลำดับ

ชี้มาตรการดันกำไรอสังหาฯ พุ่ง
จากข้อมูลผลประกอบการของกลุ่มอุตสหกรรมอสังริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างในปี 2551 และปี 2552 พบว่ามี
กำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด โดยไตรมาสที่ 3 ปี 2552 มีกำไรสุทธิเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกัน
ของปี 2551 ถึง 16.23% สูงสุดในกลุ่มอุตสหกรรมทั้งหมด 8 ประเภทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ
เพิ่มขึ้น 46.07% จากปีก่อนหน้า

ผลประกอบการของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้ประกอบการที่
อยู่อาศัย มูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทและมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ชั่วคราวเพื่อกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่าน
มา ช่วยระบายปริมาณอสังหาริมทรัพย์คงค้างในระบบได้ในระดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งสถานกาณ์อสังหาริมทรัพย์
ขณะนี้ มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ภาวะเศรษฐกิจก็ปรับตัวดีขึ้น จึงน่าจะเพียงพอกับการกระตุ้นชั่วคราวแล้ว

คลังยันเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว
นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีมาตรการส่งสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นการทั่วไปและถาวรเพื่อบรรเทาภาระภาษีให้
ธุรกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของประชาชนหลายมาตรการแล้ว เช่น ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืม หรือเช่าซื้อที่
อยู่อาศัยได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 100,00 บาทต่อปี การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ที่เรียกเก็บ
จากการขายอสังหาริมทรัพย์เดิมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 100,00 บาทต่อปี การยกเว้นภาษีเงินได้
บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ ที่เรียกเก็บจากการขายอสังหาริมทรัพย์เดิมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ การยกเลิก
ธุรกิจเฉพาะสำหรับบุคคลธรรมดาสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ฯ ที่อยู่อาศัย ที่ถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี

แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม. กล่าวว่าข้อเสนอในการยกเลิกมาตรการดังกล่าว เป็นข้อเสนอที่นายกรณ์ โดยให้
เหตุผลต่อที่ประชุมว่าขณะนี้เศรษฐกิจอยูในท่ามกลางการฟื้นตัวแล้ว การช่วยเหลือดังกล่าวน่าจะยุติทั้งหมด

ด.ร.เอนิติ นิติทัณฑ์ประภาส โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การยกเลิกมาตรการอสังหาฯ นี้ เป็นการส่ง
สัญญาณให้เห็นว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ฉะนั้นมาตรการที่พยุงเศรษฐกิจระยะสั้นก็ต้องทยอยยกเลิก
แต่มาตรการที่ดูแลเศรษฐกิจระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานนั้นยังคงเดินหน้าต่อ

“เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นส่วนหนึ่งดูได้จากดัชนีชี้วัดการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขณะนี้ มี
แนวโน้มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นมาตรการที่เคยเข้าช่วยเหลือในระยะสั้น ก็หมดความจำเป็นถือเป็นส่วนหนึ่ง
ของการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า Exit strategy ที่รัฐบาลดำเนินการด้วยความระมัดระวัง” เขา
กล่าว

คาดสินเชื่อบ้านพุ่งก่อนปิดมาตรการ
ด้านนางรัชนี นพเมือง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารเชื่อว่าการยกเลิกมาตรการภาษีเพื่อ
กระตุ้นอสังหาริมทรัพย์นั้นจะไม่กระทบกับการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารเนื่องจากการซื้อและโอน
อสังหาริมทรัพย์ขึ้นอยู่กับการก่อสร้างของผู้ประกอบการ มากกว่าระยะเวลาของมาตรการ อย่างไรก็ตามหากมี
ความต้องการเข้ามาในช่วงไตรมาสแรก เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะหมดลง ธนาคารจะเร่งอนุมัติให้ทัน
คำขอดังกล่าว ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อทีอยู่อาศัยให้เติบโต ให้เติบโตที่ระดับ 10% เม็ดเงิน 1 หมื่นล้าน
บาทจากฐานสินเชื่อสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่เติบโต 8% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ
ที่ฟื้นตัวในปีนี้ทำให้ความต้องการบ้านเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายรุ่งรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้ช่วย ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่าธนาคารคาดว่าในช่วงก่อน
หมดอายุมาตรการอสังหาฯ จะมีคำขอสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น จากเดือนละ 5-6 พันล้านบาท เป็น 7-8 พันล้านบาท ซึ่ง
ธนาคารได้เตรียมให้บริการไว้แล้ว

เอกชนขู่ขึ้นราคาบ้าน 5-7%
ด้านผู้ประกอบการเอกชน หลังจากที่ประชุม ครม. มีมติวานนี้ (23 ก.พ.) ว่า จะไม่ต่ออายุมาตราการภาค
อสังหาริมทรัพย์ ต่างให้ทัศนะไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าเอกชนต้องเคารพการตัดสินใจของรัฐบาล และ
มองว่าในช่วงเวลาที่เหลือเดือนเศษ ก่อนสิ้นมาตรการในวันที่ 28 มี.ค. 2553 นี้เป็นโอกาสสุดท้ายของผู้บริโภค ที่
จะซื้อที่อยู่อาศัยหรืออสังหาฯ ได้ในราคาถูก จากการได้ลดหย่อนมาตรการภาษี รวมกันไม่น้อยกว่า 6.3% รวมถึง
ส่วนลดหรือโปรโมชั่นอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการนำออกมากระตุ้นกำลังซื้อ และเชื่อว่าราคาทีอยู่อาศัย ต้องปรับตาม
ต้นทุนใหม่อย่างน้อย 5-7% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ทำเลที่ตั้ง และจำนวนสต็อก

นายอิสระ บุญยัง ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และนายกสมาคมธุรกิจบ้าน
จัดสรร กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะประเมิณว่าเศรษฐกิจในปีนี้ ปรับตัวดีขึ้นแต่ในมุมมองของผู้ประกอบการ ก็ยังไม่เชิ่อ
ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ตามการประเมิณของภาครัฐ ซึ่งหากเศรษฐกิจไม่ปรับตัวดีขึ้นตามเป้าหมายคาด
ว่ายอดการโอน อาจต้องลดลงจากปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวจริง ก็เชื่อว่ายอดโอนจะไม่ใกล้เคียงกับปีที่
ผ่านมา

สิ่งที่ต้องการเห็นภาครัฐดำเนินการต่อไปหลังจากตัดสินใจยกเลิกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ แล้ว คือ รัฐบาล
ควรจะพิจารณาเรื่องปรับโครงสร้าง ทางภาษีทรัพย์สินใหม่อีกครั้ง เพราะปัจจุบันผู้บริโภคที่มีทรัพย์สิน มีภาระใน
การเสียภาษีสูงมากและซ้ำซ้อน

แลนด์ฯ จ่อปรับราคาต้น มี.ค.
นายอดิศร ธนนันท์นราพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ กล่าวว่าผู้ประกอบการการ
อสังหาริมทรัพย์ต่างได้ผลกระทบถ้วนหน้าหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกมาตรกาธุรกิจอสังริม
ทรัพย์ ทำให้ผู้ขายต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำไร ขณะที่ผู้ซื้อต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผู้บริโภคยังคงมีความต้องการซื้อบ้านอยู่

เขายังได้กล่าวต่อว่า ในปี 2552 ราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่มีมาตรการภาษีธุรกิจอสังรอมทรัพย์เข้ามา
ช่วย ทำให้บริษัทสามารถคงราคาบ้านได้ แต่เมื่อรัฐบาลไม่ต่อภาษี อาจต้องทบทวนเรื่องราคาบ้านอีกครั้ง เพื่อ
ชดเชยราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยหลังเดือนมี.ค. 2553 บริษัทจะมีการพิจารณาว่าจะปรับราคาขายบ้าน
เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2553 น่าจะเติบโตกว่า ไตรมาส 1 ปี 2552 เนื่องจากยัง
ได้รับอานิสงค์จากมาตรการภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะครบกำหนดในวันที่ 28 มีค. 2553 ทำให้ผู้บริโภค
ตัดสินใจซื้อบ้านได้ง่ายขึ้นโดยเป้ารายได้ปี 2553 แลนด์ฯตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท

นายชูเกียรติ ตั้งมติธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท เตรียมปรับ
ราคาขายบ้านเพิ่มขึ้นอีก 2-3% เพราะการที่ ครม. มีมตริยกเลิกมาตรการอสังหาฯ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุน ทำ
ให้ต้องปรับราคาขายเพิ่มขึ้นแต่จะทยอยปรับเพื่มลดผลกระทบผู้บริโภค และมองว่า การไม่ต่อมาตรการภาษีจะ
ส่งผลกระทบต่อรายได้รวมของอุตสหกรรมอสังหาฯ ลดลง 10% ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

เชื่อไม่กระทบภาพรวมธุรกิจ
นายสัมนา คีตสิน ผู้อำนวนการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า แม้รัฐบาล
จะไม่ต่อมาตรการภาษีในภาคอสังหาฯ ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตามอาจกระทบด้านจิตวิทยาบ้าง แต่คงเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากนั้นคงจะกลับสู่ภาวะปรกติทั้งการซื้อ
ขาย รวมถึงการเปิดโครงการใหม่ ตามแผนงานที่ผู้ประกอบการได้กำหนด ไว้อย่างชัดเจน ในช่วงตรึ่งหลังของปี
“ผมว่าไม่ต่อก็ไม่ตก คือโดยภาพรวมตลอดทั้งปีไม่ตก ทั้งยอดขาย ยอดโอน” นายสัมนา ย้ำ
อย่างไรก็ตามอาจมีผู้ประกอบการลดจำนวนโครงการเปิดใหม่ ในครึ่งปีนี้และยกไปเปิดในต้นปี 2554 ซึ่งเป็นการ
ปรับตัวของผู้ประกอบการที่ทราบแน่ชัดว่ารับบาลไม่ต่อมาตรการอสังหาฯ ส่วนภาวะการแข่งขันของธุรกิจเชื่อว่า
ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง รวมถึงในสต็อกเก่าที่มีอยู่ในมือจะเป็นตัวแปรสำคัญ

นอกจากนี้ เชือว่า ผู้ประกอบการจะหันมา เปิดโครงการที่อยู่อาศัยบีไอโอมากขึ้น เราจะต้องการการ “ชดเชย”
ภาษี ตามเกณฑ์ที่ยกเลิกภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี อีกทั้งเกณฑ์การกำหนดราคาขายที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทสำหรับ
คอนโดบีโอไอ หรือไม่เกิน 1.2 ล้านบาทสำหรับโครงการจัดสรรแนวราบนั้นเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภครับได้ และ
เป็นตลาดที่มีการตอบรับค่อนข้างดี

ส่วนผลกระทบต่อราคาบ้านใหม่นั้น นายสัมนา กล่าวว่า การที่ภาครัฐ ไม่ต่อมาตรการอสังหาฯ ออกไป ก็ไม่น่าจะ
เป็นเหตุผลเดียว ที่ราคาบ้านปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โดยปรกติแล้วราคาบ้านมีการขยับเพิ่มทุกปี จะมากหรือน้อยมีหลาย
ปัจจัยมาเกี่ยวข้องและปัจจัยลบที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคก็คือ ปัญหาภายในประเทศ
ซึ่งหมายถึงปัญหาการเมือง และปัญหาภานนอกนั้น คือ ปัญหาเศรษฐกิจโลก ส่วนปัญหาเศรฐกิจภายในประเทศ
นั้นหากใช้ฐานในปี 2552 ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังในปีนั้นน่าจะขยับต่อเนื่องได้จนถึงปี 2553

หุ้นอสังหาฯ นิ่งเลิกมาตรการตามคาด
การเคลื่อนของราคาหุ้นอสังหาริมทรัพย์ยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบๆ แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติยกเลิกมาตรการ
ภาษีอสังหาริมทรัพย์ โดยดัชนีกลุ่มปิดที่ 109.88 จุด เปลี่ยนแปลงบวก 0.85 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 1.93 พันล้าน
บาท

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า หลังจากที่
ประชุมคณะรัฐมรตรี (ครม.) มีมติยกเลิกมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์นั้นคาดว่าจะมีผลกระทบต่อจิตวิทยาการ
ลงทุนช่วงสั้นต่อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งน่าจะเป็นไปตามคาดการณ์ของตลาดฯ และแม้รัฐบาลลไม่ต่อ
มาตรการภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในแง่ของราคาพื้นฐานอสังหาริมทรัพย์ถือว่ายังสูง เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้น
ตัวขึ้นและผลประกอบการของกลุ่มอสังหาฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี>

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง