ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 11 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา กรมบังคับคดีได้จัดประมูลขาย
ทอดตลาดอาคารสร้างค้าง "สาธร ยูนีค" บนถนนเจริญกรุง ที่พัฒนาโดยบริษัท สาธร
ยูนีค จำกัด ของนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกชื่อดังในอดีดช่วงก่อนวิกฤตฟองสบู่
ซึ่งเป็นการนำออกขายทอดตลาดเป็นครั้งแรกตามหมายเลขคดีแดง 14107/2542
ประกอบด้วยอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2 แปลง แปลงแรกเป็นที่ดินพร้อมสิ่งที่ปลูกสร้าง
สูง 49 ชั้น จำนวนยูนิตประมาณ 700 ยูนิต แปลงที่ 2 เป็นที่ดินพร้อมอาคารที่จอดรถสูง
10 ชั้น รวมเนื้อที่ 3 ไร่เศษ
โดยกรมบังคับคดีกำหนดราคาเริ่มต้นที่ 1,122,030,000 บาท หรือ 80% ของราคา
ประเมินที่ 1,402,532,400 บาท และกำหนดให้ผู้เสนอราคาประมูลเสนอราคาเพิ่มขึ้น
ครั้งละ 1 ล้านบาท ซึ่งการขายทอดตลาดปรากฏว่านายกรวิชญ์ สวาทยานนท์ เสนอ
ราคาซื้อที่ 1,122,030,000 บาทเพียงรายเดียวโดยไม่มีผู้สู้ราคา แต่ได้รับการคัดค้าน
การขายจากโจทก์และผู้ร้องเฉลี่ย (ผู้ซื้อห้องชุดเดิม) ทางกรมบังคับคดีจึงต้อง
ดำเนินการตามขั้นตอนโดยจะนำทรัพย์อาคารสาธร ยูนีคออกขายทอดตลาดเป็นครั้งที่ 2
ในวันที่ 25 มีนาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายกรวิชญ์ สวาทยานนท์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น
กรรมการ บริษัท พลัสแลนด์ จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23
กรกฎาคม 2550 เพื่อประกอบธุรกิจก่อสร้าง-บริการ มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยมี
นายกรวิชญ์ สวาทยานนท์, นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล และนายวิชัย สวาทยานนท์
เป็นกรรมการที่มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท
ทั้งนี้ ตระกูล "สวาทยานนท์" ถือเป็นหนึ่งในตระกูลที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอสังหาฯมา
นาน โดยนายกรวิชญ์ สวาทยานนท์ มีรายชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการ บริษัท มหาทุน
พลาซ่า จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่า "มหาทุนพลาซ่า" ย่านเพลินจิต
ด้วย
นายกรวิชญ์กล่าวว่า เหตุผลที่สนใจเสนอราคาซื้อตึกสาธร ยูนีคเพราะมองว่าเป็น
โครงการที่อยู่ในทำเลใกล้แนวรถไฟฟ้า น่าจะนำมาพัฒนาต่อให้แล้วเสร็จเพื่อจะขายได้
และตัวตึกก็ก่อสร้างคืบหน้าไปมากแล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้คงไม่สามารถให้
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ เพราะต้องรอดูว่าจะมีใครสนใจสู้ราคาในการขายทอดตลาดครั้ง
ที่ 2 หรือไม่
แหล่งข่าวจากผู้ซื้ออาคารชุดในโครงการ "สาธร ยูนีค" รายหนึ่งที่มาสังเกตการณ์การ
ประมูล เปิดเผยว่า ได้ซื้อห้องชุดในโครงการสาธร ยูนีค พื้นที่ใช้สอย 163 ตร.ม. มา
ตั้งแต่ปี 2533 โดยซื้อต่อจากผู้ซื้อรายแรกมาในราคา 3,495,000 บาท และผ่อนดาวน์
จบครบ 30 งวด งวดละ 6 หมื่นบาท เป็นเงินรวม 1.8 ล้านบาท ไม่รวมเงินค่าเปลี่ยนชื่อ
และค่าทำสัญญาอีกกว่า 2 แสนบาท แต่หลังวิกฤตฟองสบู่โครงการประสบปัญหา
การเงินและไม่สามารถก่อสร้างต่อได้ จึงได้เข้าร้องเรียนกับกองบังคับการตำรวจสืบสวน
สอบสวนคดีเศรษฐกิจ และ สคบ. (สำนักงานคณะ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค)
ที่ผ่านมาตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจได้เรียกคู่กรณีคือบริษัทผู้พัฒนาโครงการ
มาเจรจาและทำข้อตกลงจ่ายคืนเงินต้น 2 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยประมาณ 1 ล้าน
บาทเศษ แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการชำระเงินคืนตามที่ตกลงกันไว้ ขณะที่ สคบ.ได้ส่ง
เรื่องฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตั้งแต่ปี 2547 และศาลมีคำสั่งให้เจ้าของโครงการชำระ
เงินต้น 2 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยอีก 7.5% นับจากวันที่ศาลมีคำสั่ง แต่ถูกเพิกเฉย
อีก ล่าสุดทราบว่ากรมบังคับคดีได้นำอาคารสาธร ยูนีค ออกขายทอดตลาดตนจึงมาสังเกตการณ์>