นายจักรกริช เจริญเมธาชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่าได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนระยะ 2 เดือนลงสู่ระดับ 0% จากเดิม 50% เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของพอร์ตการลงทุนและตลาดเริ่มมีจำกัด รวมทั้งดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเหนือ 1,040 จุด ซึ่งเป็นเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ตลอดจนราคาหุ้นได้สะท้อนข่าวดีแล้ว โดยพอร์ตการลงทุนจำลองแสดงให้เห็นว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น (Upside) เหลือเพียง 2%
ทั้งนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังไม่สามารถหลุดพ้นจากความเสี่ยงการคลังของสหภาพยุโรป (EU) และการฟื้นตัวอย่างเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐได้อย่างเด็ดขาด ดังนั้น การปรับขึ้นของดัชนีจึงต้องเผชิญกับแรงขายทำกำไรเป็นระยะ คาดว่าตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรที่ได้รับอานิสงส์จากอุปสงค์ที่เติบโตต่อเนื่องในกลุ่ม BRIC ขณะที่อุปทาน ขาดหายจากภาวะโลกร้อน (Global Warming)
สำหรับแนวโน้มการปรับขึ้นของตลาดเอเชียจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 จากการลงทุนภาครัฐและการบริโภคภายในประเทศที่ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ตลอดจนผลกระทบจาก QE-2 และข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น US (ISM), EU (PMI) และ Japan (IP) แต่ตลาดได้รับรู้การฟื้นตัวของข้อมูลเศรษฐกิจในระดับสูงแล้ว ส่งผลให้มูลค่า (Valuations) ปรับตัวสูงขึ้นเกินค่าเฉลี่ย 5 ปี
อย่างไรก็ตาม มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดปานกลางจาก USD Index ที่อ่อนค่าน่าจะช่วยพยุงดัชนีไม่ให้ปรับตัวลงต่ำกว่า 1,000 จุดในเดือนนี้ ขณะที่การปรับขึ้นของดัชนีจะเกิดขึ้นจาก Fund Flows เป็นหลัก คาดการณ์เป้าหมายของดัชนีปีนี้ไว้ที่ 1,040 จุด บนสมมุติฐาน P/E ที่ 13.5 เท่า การเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) ที่ 10% และกรณีที่ดีที่สุดอยู่ที่ 1,208 จุด บนสมมุติฐาน P/E ที่ 15 เท่า
การเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น 15% อีกทั้งความเสี่ยง และความผันผวนดังกล่าวจึงปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยพอร์ตลงทุนระยะกลางให้รอซื้อที่ระดับ 1,020 จุด กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์หลักเปลี่ยนเป็น "ซื้อเก็งกำไรรายตัว" โดยกำหนดน้ำหนักเงินทุนสำหรับพอร์ตการเก็งกำไรที่ 20% ของพอร์ตรวม อีก 80% ถือเงินสดรอการเข้าซื้อหุ้นกลับสำหรับพอร์ตระยะกลาง อีกทั้งการเลือกหุ้นในพอร์ตการเก็งกำไรควรตั้งอยู่บนสมมุติฐานของแนวโน้มการลงทุน (Investment Themes)
โอกาสในการปรับตัวของราคาหุ้น (Upsid e) และหุ้นที่มีแรงกระตุ้น (Catalysts) อย่างใดอย่างหนึ่ง และควรกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ด้วย แนะนำหุ้นที่น่าสนใจ อาทิ กลุ่มแบงก์ เช่น KTB และ KBANK กลุ่มพลังงาน เช่น TOP และ IRPC กลุ่มสื่อสาร เช่น TRUE กลุ่มขนส่ง เช่น BTS และ THAI กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น TTCL และ STEC กลุ่มเหมืองแร่ เช่น LANNA และ PDI
นอกจากนี้ยังแนะนำซื้อเก็งกำไรใน TVO, LST และ KSL เนื่องจากยังมีมุมมองเชิงบวกต่อน้ำตาล ถั่วเหลือง ปาล์ม จากอุปสงค์และอุปทานที่กล่าวมาข้างต้น โบรกฯ ไทยพาณิชย์มองหุ้นขาขึ้น ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยในปีนี้ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ถึง 1,200 จุด โดยอิงกับ P/E ปี 2554 ที่ 14 เท่า แต่ระดับความแรงในการปรับตัวขึ้นมีโอกาสชะลอตัว อีกทั้งประเมินว่าการที่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมาถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งถูกจัดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค รองจากเกาหลีใต้ อีกทั้งที่ผ่านมาปัญหาการเมืองยังเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อการปรับตัวขึ้นของดัชนีที่ยังคงมีเสถียรภาพต่อไป ทั้งการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า
ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด มองว่าปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องเผชิญในปีนี้คือ ปัญหาเงินเฟ้อในประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจ คาดว่าจะปรับขึ้น 0.5-0.75% อีกทั้งทิศทางราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับปัญหาการเมืองในประเทศที่จะมีการเลือกตั้งคงมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนสามารถรับมือเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ ทั้งการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มเสื้อเหลือง ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาทางรัฐบาลสามารถรับมือได้ กรณีที่ดีที่สุด 1,208 จุด บนสมมุติฐาน P/E ที่ 15 เท่า การเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น 15% ความเสี่ยงและความผันผวนดังกล่าวจึงปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยพอร์ตลงทุนระยะกลางให้รอซื้อที่ระดับ 1,020 จุด
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย