จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2553 และวันที่ 22 มิถุนายน 2553 มีมติให้ธนาคารออมสิน
ดำเนินการพร้อมกับอีก 3 สถาบันการเงินที่ได้รับมอบหมายคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(ธ.ก.ส.) ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร
ที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) ที่เป็นลูกหนี้เอ็นพีแอล (NPL) ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2552
โดยมูลหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาทนั้น
นายวัฒนา มโนเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" เกี่ยวกับ
ความคืบหน้าของโครงการลดหนี้ของเกษตรกร 50% ตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เรื่องดังกล่าวของ
ธนาคารนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสอบถามเรื่องไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึงประเด็นรายละเอียด
เกี่ยวกับข้อกฎหมายว่าจะขัดต่อพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ของธนาคารหรือไม่ รวมถึงหากคณะกรรมการ (บอร์ด)
ของธนาคารมีมติดำเนินการตามมติของ ครม. ในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะมีความผิดหรือไม่ ใน
กรณีที่บอร์ดอนุมัติตามเงื่อนไข แล้วเกิดความเสียหายบอร์ดจะมีความผิดหรือไม่ อย่างไร
"ขณะนี้เรากำลังรอคำตอบจากกฤษฎีกาอยู่ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
เพราะหากดำเนินการวางรูปแบบ หรือเงื่อนไขรายละเอียดไปแล้ว ปรากฏว่าผิดต่อข้อกฎหมายของของธนาคาร
ขั้นตอนทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย เนื่องจากไม่สามารถทำได้ ดังนั้นบอร์ดจึงต้องมีการคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องสอบถามไปยังกฤษฎีกา"
สำหรับลูกหนี้ของธนาคารที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ของ ครม. นั้น มีอยู่ประมาณ 1,023 ราย โดยมีมูลค่าหนี้
ประมาณ 322.45 ล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 236.33 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ
558.78 ล้านบาท โดยหากธนาคารดำเนินการลดหนี้ตามมติของ ครม. ดังกล่าว ซึ่งจะลดเงินต้นลง 50% ก็จะทำให้
ธนาคารมีมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณกว่า 150 ล้านบาท
นายไกวัล วรเทพนิตินันท์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาหนี้ลูกค้าบุคคล ธนาคารออมสิน กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารมีความ
พร้อมที่จะดำเนินการตามมติของ ครม.ข้างต้น โดยระบุว่าลูกหนี้ในส่วนของธนาคารที่เข้าตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข
ในการช่วยเหลือนั้น มีอยู่จำนวนไม่มากประมาณ 235 ราย มูลหนี้เงินต้นอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท หากมีความ
ชัดเจนลูกหนี้เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ทางธนาคารสามารถปฏิบัติตามมติของ ครม.ทันที เพราะธนาคารมีระเบียบ
รองรับอยู่แล้วเพียงแต่ต้องรอดำเนินการพร้อมกับอีก 3 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ
"ลูกหนี้แบงก์ออมสินมีไม่มากเพียง 235 รายเท่านั้น หากทางกองทุนฟื้นฟูฯยืนยันชัดเจนว่าลูกหนี้เป็นหนี้จริง และ
เป็นสมาชิกของกองทุน แบงก์พร้อมจะดำเนินการตามมติ ของ ครม. ทันที เพราะมีระเบียบรองรับอยู่แล้วเพียงแต่
รอดำเนินการพร้อมกับอีก 3 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการเพื่อให้ลูกหนี้ได้รับการแก้ไขหนี้พร้อมกัน" นาย
ไกวัล กล่าวและว่า
ส่วนระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้นั้น ธนาคารจะกำหนดให้ไม่เกิน 15 ปี โดยจะยืดหยุ่นตามกำลังความสามารถ
ของลูกหนี้ที่จะผ่อนชำระเงินต้นที่ลดลงเหลือ 50% โดยคิดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ MRR-3 และลูกหนี้เองจะต้องไม่ไป
ก่อหนี้ทั้ง 3 สถาบันการเงินที่ร่วมโครงการอีกตลอดเวลาชำระหนี้ ซึ่งหากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขใน
การชำระหนี้ได้โดยไม่ผิดนัดชำระ ส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยที่พักไว้ก็จะถูกหักกลบลบหนี้ไปทันที แต่หาก
ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ หรือทำให้เกิดเอ็นพีแอลอีก ก็จะต้องชดใช้หนี้ทั้งหมดที่ถูกพักชำระไว้ให้ด้วยทั้งหมด