
จากคำถามทางบ้านที่ได้ถามเข้ามาว่า "แถวบ้านผมถือได้ว่าเป็นแหล่งทำเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ และเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ซึ่งสภาพของสถานที่ทำนั้นก็จะเป็นตึกแถวอยู่ติดกัน โดยผู้อาศัยบางห้องก็ไม่ได้ประกอบกิจการทำเฟอร์นิเจอร์" จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากผู้อาศัยที่ไม่ได้ประกอบกิจการ ได้รับความเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากเสียงเลื่อยไม้ หรือเสียงวิทยุที่คนงานเปิดอย่างดัง จะสามารถร้องต่อศาลให้สั่งห้ามได้หรือไม่ ? ดังนั้นวันนี้ Home Buyers จึงมาไขข้อสงสัยกันว่า เมื่อข้างบ้านเสียงดัง จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่กันแล้ว
เมื่อข้างบ้านเสียงดัง สามารถฟ้องร้องต่อศาลให้สั่งห้ามได้หรือไม่ ?
โดยปกติแล้ว กฎหมายบัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพและการหาความสุขสำราญเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงถือได้ว่า การประกอบอาชีพในการทำเฟอร์นิเจอร์ และการหาความบันเทิงด้วยการเปิดวิทยุเสียงดังนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ทุกคนจึงมีสิทธิในการประกอบอาชีพและเปิดวิทยุได้ตามอัธยาศัย
แต่การใช้สิทธิซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถือเป็นการละเมิดอย่างหนึ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421) ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลให้สั่งห้ามและเรียกค่าเสียหายได้ด้วย นอกจากนี้บุคคลใดใช้สิทธิของตนจนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียดายหรือเดือดร้อนเกินควร เมื่อเอาภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบ หากเป็นเช่นนี้ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญ ย่อมมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญนั้นให้สิ้นไปได้ และมีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหายได้เช่นกัน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337)

แล้วเมื่อข้างบ้านเสียงดัง จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ ?
กรณี 1 : หากเป็นตึกแถวอาคารพาณิชย์ที่ไม่ใช่ตึกแถวที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ ถ้าการใช้เครื่องเลื่อยไม้หรือการเปิดเพลงเสียงดัง เป็นไปเพื่อการค้าตามปกติของอาคารพาณิชย์นั้น กฎหมายยังถือว่าเป็นการใช้สิทธิ ยังไม่ถือว่าเป็นเหตุให้ผู้อยู่อาศัยข้างเคียงได้รับความเสียหายหรือเดือน
กรณี 2 : หากเป็นตึกแถวที่ไม่ได้เป็นเพื่อการค้าตามปกติของอาคารพาณิชย์นั้น เช่น เป็นเวลาที่ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดเพื่อพักผ่อนหลับนอนในยามค่ำคืน อย่างนี้จะถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยมิชอบ คนอยู่ในตึกแถวติดกันซึ่งเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลให้ศาลสั่งห้ามและเรียกค่าเสียหายได้
ดังตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา คือ โจทก์จำเลยซึ่งอยู่ตึกแถวเดียวกัน ใช้ท่อระบายน้ำด้านหลังท่อเดียวกันเพื่อไหลสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ โดยน้ำโสโครกหรือน้ำทิ้งจะไหลจากห้องโจทก์เลขที่ 30 และผ่านห้องเลขที่ 28 และห้องจำเลยเลขที่ 26 ตามลำดับ ต่อมาจำเลยเอาแผ่นเหล็กเจาะรูเล็ก ๆ มาปิดกั้นท่อระบายน้ำนี้ไว้ที่แนวเขตติดต่อระหว่างห้องจำเลยกับห้องเลขที่ 28 เป็นเหตุให้น้ำไม่สามารถระบายได้และท่วมขังทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย แม้จำเลยกระทำในที่ดินของจำเลยเอง สิ่งนี้ก็ถือเป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 จำเลยต้องรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
อย่างไรก็ดี การส่งเสียงหรือทำให้เกิดเสียงดังหรือกระทำความอื้ออึง อาจเป็นความผิดในทางอาญาก็ได้ หากผู้กระทำกระทำไปโดยไม่มีเหตุอันควร และทำให้ประชาชนเดือดร้อนหรือตื่นตกใจ เช่น มีคนข้างบ้านตะโกนว่าไฟไหม้ ๆ แล้วเพื่อนข้างบ้านพากันแตกตื่นหอบข้าวของหนีกันจนเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่จริงแล้วคำตะโกนดังกล่าว กระทำไปเพราะนึกสนุก อันนี้ถือได้ว่าเป็นความผิดลหุโทษ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
โดยกฎหมายถูกกำหนดไว้เพื่อปกป้องสิทธิซึ่งกันและกัน แต่หากบ้านใกล้เรือนเคียง พึ่งพาอาศัยกัน เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจซึ่งกันและกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันได้ สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์อันดี ถือว่าสังคมจะอยู่เป็นสุขภายใจเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง