ข่าวเกี่ยวกับท่านผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาออกมาฟ้องร้องต่อศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายหรือค่า
สินไหมทดแทนกว่า 4 ล้านบาท กรณีที่มีโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมย่านถนนลาดพร้าว ซอย 12 เมื่อสัปดาห์
ที่ผ่านมา แม้ไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่ศาลยุติธรรมได้เปิดแผนกสิ่งแวดล้อมในศาลแพ่งเมื่อวันที่ 25
พฤษภาคมที่ผ่านมาก็ตามเพราะคดีนี้ไม่ใช่คดีสิ่งแวดล้อม เป็นเพียง "คดีละเมิด" ธรรมดาคดีหนึ่งเท่านั้น แต่คดีนี้
เป็นที่ครึกโครมและน่าสนใจของสาธารณชนทั่วไป ก็เพราะน่าจะมีประเด็นสนใจหลักอยู่ 2 ประการคือ
ประการแรกการที่ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งมีสถานะทางสังคมที่ค่อนข้างจะสูง และเก็บ
เนื้อเก็บตัวมาก มาเป็น"ตัวความ" เสียเอง ในฐานะโจทก์ผู้ฟ้องคดี ย่อมไม่ธรรมดา เพราะถ้าไม่เหลืออดเหลือทน
ต่อพฤติการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวท่านและชุมชนโดยรอบพื้นที่การก่อสร้าง ท่านก็คงไม่อยากออกมา
เป็นข่าวพาดหัว ให้เป็นที่สนใจของสาธารณชนแน่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นระบบการอนุมัติ อนุญาต และการควบคุม
กำกับ ดูแลโครงการก่อสร้างต่างๆ ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง มีปัญหา โดยเฉพาะฝ่ายโยธาเขตของ
กรุงเทพมหานคร น่าจะมีปัญหาในเชิงการบังคับใช้กฎหมายอยู่มากพอสมควร หรืออาจจะมากที่สุดเลยด้วยซ้ำไป
ประการที่สอง การที่เรื่องพิพาทเป็นเรื่องของผลกระทบจากการก่อสร้างตึก หรืออาคารสูง ไม่ว่าจะเป็น
อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมอพาร์ตเมนต์ ศูนย์การค้า หรือระบบขนส่งมวลชน ที่มีรวมกันมากกว่า 2,000
โครงการในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะแต่โครงการพิพาทที่ท่านผู้พิพากษาต้องออกมาฟ้องร้องเป็นคดี
เท่านั้น แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายโครงการทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เป็นปัญหาในลักษณะเดียวกัน
นั่นคือจะได้รับใบอนุญาตหรือไม่ได้รับใบอนุญาตให้สามารถก่อสร้างได้จากหน่วยงานท้องถิ่นหรือไม่ ไม่
สนใจ ก็ตะลุยเร่งรีบก่อสร้างเลย บางโครงการต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ยังไม่ทัน
อนุมัติ
อนุญาตจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แต่กลับแอบก่อสร้างไป
ก่อน ควบคู่กันไป โดยไม่สนใจหรือไม่มีมาตรการรองรับปัญหาที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนให้รัดกุม เช่น ปัญหาเสียงดัง
ปัญหาการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง ปัญหาเศษวัสดุตกล่วงใส่หลังคาบ้านชาวบ้านข้างเคียง ปัญหารถบรรทุกขน
วัสดุ อิฐ หิน ดินทราย ปูน เข้าออกโครงการก่อให้เกิดปัญหาการจราจร ปัญหาการตอกเสาเข็มจนสร้างความ
สั่นสะเทือนจนบ้านข้างเคียงร้าว ทรุด ผนังอาคารร้าวหรือถึงขั้นพังปัญหาการปฏิบัติการก่อสร้างเลยระยะเวลาที่
กฎหมายกำหนดในช่วงเวลาค่ำคืน อันเป็นเวลาพักผ่อนของชาวบ้านเขา รวมไปถึงปัญหา "อุจาดทัศน์" คือการ
ปิดบังทิศทางลมและแสงแดดที่เคยได้รับเป็นปกติของบ้านข้างเคียง ก็มีเป็นจำนวนมาก
ปัญหาเหล่านี้ ถามว่าใครต้องรับผิดชอบบ้าง คำตอบก็คงปฏิเสธความรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว
ไม่ได้จาก1)เจ้าของโครงการนั้นๆ 2)ผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการนั้นๆ ซึ่งชาวบ้านอาคารข้างเคียง หรือผู้เดือดร้อน
ใกล้เคียง หรือแม้แต่ผู้ที่เดินผ่านโครงการแล้วได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากโครงการนั้นๆก็สามารถใช้สิทธิ
ฟ้องร้องเป็นคดี"ละเมิด"ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายหรือค่า
สินไหมทดแทนได้ โดยมอบอำนาจหรือแต่งตั้งทนายความที่ตนเองไว้ใจให้ไปดำเนินการฟ้องร้องแทนตนเองได้
หรือถ้ามีผู้เดือดร้อนและเสียหายมากก็อาจจะรวมกลุ่มกันไปร้องขอความช่วยเหลือทางคดีจาก "สภาทนายความ"
ได้ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าทนายความ
ถ้าจะถามต่อไปว่าแล้วเจ้าของโครงการนั้นๆ และผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการนั้นๆ เป็นใครจะรู้ได้อย่างไร ก็
ให้ไปดูที่ป้ายโครงการที่ติดตั้งไว้ด้านหน้าอาคารหรือโครงการนั้นๆ เพราะจะมีชื่อเจ้าของและผู้รับเหมาโครงการ
ระบุไว้ทั้งสิ้นทุกโครงการ ตามที่กฎหมายควบคุมอาคารพ.ศ.2522 กำหนดบังคับให้ทุกโครงการต้องทำไว้แสดง
ต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผย
แต่ก่อนที่จะฟ้องร้องหรือนำคดีไปฟ้องศาล ขอแนะนำท่านทั้งหลายก่อนว่าให้ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่
ตำรวจประจำสถานีตำรวจใกล้บ้านท่านเสียก่อน รวมทั้งให้ไปร้องเรียนต่อผู้อำนวยการเขต ณ สำนักเขตพื้นที่เขต
ที่เกิดปัญหาขึ้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวไปดำเนินการแก้ไขปัญหาตามที่ท่านร้องเรียนเสียก่อนภายใน 15
วัน เมื่อแจ้งความหรือร้องเรียนแล้วให้ขอถ่ายเอกสารสำเนาบันทึกการแจ้งความและร้องเรียนเก็บมาเป็นหลักฐาน
ที่ตัวท่านไว้ด้วย หากครบกำหนดเวลาแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านท่านจากการก่อสร้างไม่ได้รับการคลี่คลายหรือ
แก้ไขปัญหาให้เบ็ดเสร็จเรียบร้อยดังเดิม ท่านก็สามารถไปใช้สิทธิทางศาลได้ทันที
แต่...นอกจากจะใช้สิทธิทางศาลฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นจริง ตาม
ความเสียหายจริงพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีต่อเจ้าของโครงการและผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการแล้ว
ขอแนะนำว่าควรที่จะต้องฟ้องร้องเล่นงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย ที่ละเว้นเพิกเฉย ฐานละเลยต่อหน้าที่
ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรด้วยเพราะจะได้ช่วยกันลงแส้
พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ชอบละเว้นเพิกเฉยต่อการตรวจสอบ ควบคุม ดูแล โครงการก่อสร้างต่างๆ ที่มาสร้าง
ความเดือดร้อนและเสียหายให้เกิดขึ้นกับชาวบ้าน จะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างในอนาคตต่อไป
นอกจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมการก่อสร้างแล้ว บางโครงการเป็นอาคารสูง ยังส่งผลกระทบต่อ
ชาวบ้านข้างเคียงอย่างถาวรได้อีกนั่นคือ การปิดกั้นกีดขวางทิศทางลมและแสงอาทิตย์ ซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบต่อ
สุนทรียภาพของการดำรงชีวิตของประชาชนและครอบครัวชุมชนได้ ผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวสามารถใช้สิทธิ
ทางศาลเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งฟ้องร้องเพื่อให้ทุบอาคารหรือตึกสูงดังกล่าว
ออกไปเสียได้ เพราะถือว่าเป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นมาแล้วกระทบสิทธิอันเป็นปกติวิสัย ที่เราเคยได้รับ
มาก่อนหน้านี้อย่างเนิ่นนานแล้ว ในอดีตเคยมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา ให้การคุ้มครองสิทธิดังกล่าวของ
ชาวบ้านไว้แล้วไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ศาลในต่างประเทศก็มีแนวคำพิพากษาในลักษณะเดียวกันด้วย
ส่วนหน่วยงานราชการท้องถิ่นในฐานะผู้อนุมัติ อนุญาตโครงการ ณ วันนี้ต้องมีความชัดเจนในการบังคับใช้
กฎหมายผังเมือง อย่ามัวแต่ลูบหน้าปะจมูก ยอมศิโรราบต่อกลุ่มทุนเรียลเอสเตท ควรเร่งออกมากวดขัน ตรวจสอบ
อาคารสูง สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ทั่วพื้นที่ของตนกันได้แล้วว่ามีการก่อสร้างที่เป็นไปตามระเบียบกันมากน้อยแต่
ไหน ส่งผลกระทบในทางละเมิดต่อชาวบ้านข้างเคียง กระทบสิทธิของชาวบ้านข้างเคียงเขามากน้อยเพียงใด
หรือไม่ ถ้าพบก็ต้องเร่งใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการลงโทษตามกฎหมายที่กำหนดไว้ทันที อย่ามัวปล่อยให้ปัญหา
มันซุกอยู่ใต้พรม หรือแสร้งมองไม่เห็น
บัดนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย2550ได้ให้การคุ้มครองสิทธิของชาวบ้านชุมชนค่อนข้างจะชัดแจ้ง
แล้ว การมัวแต่เช้าชามเย็นชามจะไม่ส่งผลดีต่อความก้าวหน้าทางอาชีพราชการหรือความนิยมของพรรคการเมือง
หรือกลุ่มการเมืองที่ผู้บริหารท้องถิ่นนั้นๆ สังกัดอยู่เป็นแน่ และในโอกาส "วันสิ่งแวดล้อมโลก"ที่จะมาถึงในวันที่
5 มิถุนายนนี้ก็หวังว่าสังคมไทยจะได้ตื่นตัวในเรื่องของการปกป้องสิทธิของตนเองให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะการ
ปกป้องสิทธิของประชาชน ของชุมชน ก็คือการปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมด้วยนั่นเอง...