กฎหมายตรวจสอบอาคารที่เริ่มบังคับใช้อย่างจริงจังกับอาคารขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี 2550 หลังจากที่
กฎกระทรวงดังกล่าวออกมาตั้งแต่ปี 2548 แต่ได้ผ่อนผันมากระทั่งในปี 2550 ส่วนอาคารขนาดกลางและเล็กขนาด
5,000-10,000 ตารางเมตรมีผลบังคับเมื่อตุลาคม 2553 ที่ผ่านมาและในวันที่ 24 ตุลาคม 2555 จะถึงคิวของอาคารที่
มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 2,000 ขึ้นไปต้องส่งรายงานการตรวจสอบ ทั้งนี้ กฎหมายได้กำหนดให้มีการตรวจสอบใหญ่
ทุกๆ5 ปี และตรวจประจำปีทุก 1 ปี อนึ่งกฎหมายตรวจสอบอาคารแบ่งระยะเวลาการบังคับใช้กับอาคารเป็น 3
กลุ่มหลัก คือ 1. อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยเกิน10,000 ตารางเมตร ถือเป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษมี
จำนวนทั้งสิ้น 12,799 อาคาร 2. อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอย 5,000-10,000 ตารางเมตรมีประมาณ 2,000 อาคาร และ 3.
อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 5,000 ตารางเมตรและอาคารคอนโดมิเนียม พื้นที่ใช้สอย2,000 ตารางเมตรขึ้นไป มี
จำนวน 4,244 อาคาร
สำหรับผู้ฝ่าฝืนตรวจสอบอาคารมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และปรับรายวันไม่เกินวันละ 10,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายอาคารทุกประเภทที่ต้อง
ตรวจสอบอาคารในพื้นที่ กทม.มีทั้งสิ้น 9,624 อาคาร แบ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่ต้องตรวจสอบรอบแรกกว่า
5,000 อาคารโดยในปีแรกมีอาคารส่งรายงานการตรวจสอบเพียง 4,000 กว่าอาคารเท่านั้น
โดยที่ผ่านมาพบปัญหาว่าเจ้าของอาคารต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มและเป็นการดำเนินงานที่ทับซ้อนกับ พ.ร.บ.
ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่มีการตรวจสอบอาคารประจำทุกปีอยู่แล้วในปี2553 พบว่า มีอาคารที่ส่งรายงานการ
ตรวจสอบใหญ่เพียง 1,664 อาคาร และส่งรายงานตรวจสอบประจำปีเพียง 645 อาคารเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าว
สะท้อนให้เห็นกฎหมายตรวจสอบอาคารไม่ได้ทำให้เจ้าของอาคารหันมาให้ความสำคัญต่อการตรวจสอบเพื่อ
ความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร แต่กลับมองว่าเป็นการเพิ่มภาระเรื่องค่าใช้จ่าย
"ขนาดเจ้าของอาคารขนาดใหญ่ยังไม่ให้ความร่วมมือมองว่าเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายไม่ต้องพูดถึงเจ้าของ
อาคารขนาดเล็กต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตร เพราะส่วนใหญ่จะเป็นอาคารหอพัก อพาร์ตเมนต์ ที่เจ้าของดูแลเอง หาก
ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบอาคารเฉลี่ยประมาณ 4 บาท/ตร.ม. หรือตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไปต่อปี ซึ่งถือว่า
สูงพอสมควรและจะเป็นสาเหตุให้เจ้าของอาคารเลี่ยงที่จะไม่ตรวจสอบ" แหล่งข่าวผู้ตรวจสอบอาคารกล่าว
นอกจากเจ้าของอาคารจะไม่ให้ความร่วมมือแล้วปัญหายังอยู่ที่เจ้าหน้าที่ของกรมโยธาธิการและผังเมืองที่
เป็นผู้เซ็นรับรองผลการตรวจสอบ มีความล่าช้ามากแม้ว่าจะส่งรายงานการตรวจสอบอาคารไปแล้ว ส่วนหนึ่งอาจ
มาจากการตรวจรับรองการตรวจสอบอาคาร หากการตรวจสอบพบข้อบกพร่องก็จะย้อนกลับไปที่วิศวกรโยธาผู้
เซ็นรับรองอาคารดังกล่าวที่อาจต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองและเป็นสาเหตุของการทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก
"ก่อนหน้านี้มีข้ออ้างว่าผู้ตรวจสอบอาคารมีน้อยไม่เพียงพอต่ออาคารที่ต้องตรวจสอบ แต่ปัจจุบันมีผู้
ตรวจสอบอาคารจำนวนมากพอ แต่ก็ยังมีผู้หลีกเลี่ยงที่จะตรวจสอบอาคาร ดังนั้นหน่วยงานรัฐควรเอาจริงกับ
อาคารที่ไม่ยอมตรวจสอบ เพราะนับจากปี 50 รัฐยังไม่เคยเอาผิดกับเจ้าของอาคารที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบอาคาร
เลย หากมีการเอาผิดเจ้าของอาคารให้ทุกคนเห็นก็เชื่อว่าเจ้าของอาคารจะหันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ
อาคารมากขึ้น"
ด้าน ผศ.ชลชัย ธรรมวิวัฒนุกูรนายกสมาคมผู้บริหารและตรวจสอบความปลอดภัยอาคาร (ตปอ.) กล่าวว่า
เจ้าของอาคารควรนึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้อาคารเป็นหลัก โดยเฉพาะอาคาร
ขนาดกลาง-เล็ก 2,000-5,000 ตร.ม.ที่ส่วนใหญ่เป็นหอพัก อพาร์ตเมนต์ แฟลตมีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก และมีความ
เสี่ยงมากที่สุด โดยเฉพาะจากแผ่นดินไหว ไฟไหม้ต้องการให้เจ้าของอาคารคิดว่าการตรวจสอบอาคารก็เหมือน
การตรวจสุขภาพประจำปี หากพบจุดเริ่มต้นของโรคร้ายก็จะทำให้รักษาได้ทัน หรือหาทางแก้ไขก่อนที่จะสาย
เกินไป ทั้งนี้ สมาคมฯ เห็นว่าภาครัฐควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังควบคู่ไปกับการทำประชาสัมพันธ์เชิงรุก
มากขึ้นโดยอาจจะจัดสัมมนาใหญ่เพื่อทำความเข้าใจกับเจ้าของอาคารว่าการตรวจสอบอาคารไม่ใช่เป็นเพียงการ
ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการตรวจสอบเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้อาคาร และป้องกันความ
เสียหายที่จะเกิดขึ้นภายหลัง