นายสุเมธ มณีวัฒนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์จำกัด หรือ บสก.
เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ว่า มีรายได้จากการปรับโครงสร้างหนี้และจำหน่ายทรัพย์
(NPA) รวมทั้งสิ้น 7,499 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดปรับโครงสร้างหนี้ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) จำนวน 4,054
ล้านบาท และยอดจำหน่าย NPA 3,445 ล้านบาทมีกำไรสุทธิ 1,751 ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงกว่าเป้าหมายที่วางเอาไว้
ในครึ่งปีแรกจำนวน 6,000 ล้านบาท โดยทั้งปีคาดว่าจะมีรายได้ 12,000 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 2,862 ล้านบาท
ปัจจุบัน บสก.มี NPL อยู่ในความดูแลทั้งสิ้น 44,773 ราย คิดเป็นมูลค่า 236,638 ล้านบาท ขณะที่ในระบบ
สถาบันการเงินมีจำนวน161,671 ล้านบาท ส่วน NPA ของ บสก.มีจำนวน14,209 รายการ คิดเป็นมูลค่า 36,720
ล้านบาทประกอบด้วยที่ดินเปล่าและที่ดินเกษตรกรรมกว่า60% ที่เหลือเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อาคารชุดอาคาร
พาณิชย์ เป็นต้น โดยทั้งระบบสถาบันการเงินมี NPA จำนวน 125,343 ล้านบาท
ทั้งนี้ บสก.ยังคงทยอยรับซื้อรับโอนจากสถาบันการเงิน รวมทั้งยังเตรียมการเข้าประมูลซื้อทรัพย์จาก
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.)ดังนั้น การบริหารจัดการ NPA ต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุกด้วยการจัดกิจกรรม
ส่งเสริมการขายทุกประเภท รวมทั้งการเปิดช่องทางการขายทุกรูปแบบ
สำหรับแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลังบสก.เตรียมซื้อหนี้จากสถาบันการเงินเข้ามาบริหารเพิ่ม ซึ่งขณะนี้
อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อหนี้จากธนาคารพาณิชย์มูลค่า 20,000 ล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่เกิดจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและ
สินเชื่อเอสเอ็มอี มูลหนี้รายละประมาณ 10 ล้านบาท และมีธนาคารพาณิชย์เสนอขายหนี้ให้อีกจำนวน10,300 ล้าน
บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
ส่วนแผนประมูลซื้อทรัพย์จาก บสท.ขณะนี้รอเพียงคณะกรรมการชำระบัญชีของบสท.พิจารณาวิธีการ
จำหน่ายทรัพย์ ซึ่ง บสก.มีความพร้อมที่จะรับหนี้ในส่วนของ บสท.เองประมาณ 4,000 ล้านบาทคิดเป็น 9% ของ
มูลหนี้คงเหลือทั้งหมด พร้อมกันนี้ยังพร้อมที่จะเข้าซื้อหนี้ในส่วนของสถาบันการเงินเอกชนที่มีอยู่ประมาณ 17%
เข้ามาบริหารต่อ
"ปริมาณเงินในการซื้อทรัพย์สินดังกล่าวนั้นคาดว่าจะใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินบางส่วนและทุนของ บสก.
เอง โดยคาดว่าจะไม่ต้องใช้จำนวนมาก เพราะในเบื้องต้นเกณฑ์การชำระเงินจะใช้วิธีทยอยชำระเป็นเทอม ซึ่ง
บสก.เชื่อมั่นว่าจะสามารถประมูลได้ เพราะการขายหนี้ของบสท.ในครั้งนี้จะขายยกล็อต ปัจจุบันมีผู้ซื้อน้อยมาก
แต่ทั้งนี้ มีสถาบันการเงินจากต่างชาติเข้ามาแข่งขันมากขึ้น ซึ่งในปีที่แล้วเราก็แพ้ให้แก่สถาบันการเงินต่างชาติ
มาแล้วครั้งหนึ่ง"
นายสุเมธ กล่าวถึงแผนขยายขอบเขตการทำธุรกรรมที่เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) นั้น ล่าสุด
ธปท.ได้อนุมัติให้ บสก. ดำเนินการได้แล้ว 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจให้เช่า NPA ระยะยาว และธุรกิจโบรกเกอร์ ซึ่งถือว่า
เพียงพอในการสร้างรายได้เพิ่มจากธุรกิจบริหาร NPL และNPA เพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ การบริหารจัดการ NPA ท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรงนั้น จะต้องมีแนวทางที่เหมาะสมกับทรัพย์
ทุกประเภท เนื่องจาก บสก. มีพอร์ต NPA หลายหมื่นล้านบาท โดยจะต้องเน้นทรัพย์ที่ขายได้ตามสภาพต้องเร่งทำ
ตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทันที หรือทรัพย์ที่จำเป็นต้องซ่อมแซม ปรับปรุงเล็กน้อย ฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องจะเร่ง
ปรับปรุงให้มีสภาพพร้อมขาย
ในช่วงครึ่งปีหลัง บสก.ยังคงใช้กลยุทธ์กิจกรรมส่งเสริมการขายทุกรูปแบบ เพื่อกระตุ้นยอดขายทรัพย์ เช่น
การร่วมออกบูทในงานมหกรรมอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ รวมถึงการออกบูทของ บสก.เอง โดยในช่วงระหว่างวันที่
25-28 ส.ค.นี้ จะจัดงาน BAM NPA GRAND SALE 2011 พร้อมกันทุกสำนักงานทั่วประเทศทั้งนี้ บสก.ได้นำ
ทรัพย์สินรอการขายประเภทที่อยู่อาศัยมาจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยลูกค้าที่จองซื้อทรัพย์ทุกประเภทในงานออก
บูทของ บสก.ทั่วประเทศ (ยกเว้นการซื้อทรัพย์แบบผ่อนชำระ)จะได้รับคูปอง 1 ใบ ต่อการซื้อทรัพย์แต่ละรายการ
เพื่อลุ้นรับรางวัล SMART TOWNHOME ทาวน์โฮม 2 ชั้น เนื้อที่ 16 ตร.ว. ราคาประมาณ 8 แสนบาท ในราคา
เพียง 99 บาท
นอกจากนี้ ยังเตรียมร่วมมือกับอีก 2 พันธมิตรธุรกิจ ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY), กลุ่ม ซีคอนโฮม
โดยลูกค้าที่ซื้อที่ดินเปล่ากับ บสก. สามารถใช้บริการรับสร้างบ้านจากบริษัทซีคอน และบริษัทในเครือลด 10-15%
พร้อมรับดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ในปีนี้ บสก.ตั้งเป้าหมายการออกบูทจำหน่ายทรัพย์ในงานมหกรรมอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ และ
การออกบูทของ บสก.เอง จำนวนกว่า 100 ครั้ง ซึ่งกิจกรรมส่งเสริมการขายดังกล่าว ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้
ยอดขายทรัพย์เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดย ณมิ.ย.54 มียอดเสนอซื้อทรัพย์จากการออกบูท58 ครั้ง รวม
ทั้งสิ้น 1,645 ล้านบาท คิดเป็น 67.31%ของเป้าหมายทั้งปีที่จำนวน 2,444 ล้านบาท