เวลา 13 ปีที่ "บีทีเอส" (BTS) รถไฟฟ้าลอยฟ้าสายแรกของประเทศไทยเปิดให้บริการในเส้นสุขุมวิทกับเส้น
สีลม กับอีก7 ปีที่"เอ็มอาร์ทีเอ" (MRTA) รถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกวิ่งให้บริการเส้นทางหัวลำโพง-บางซื่อ และอีก 1
ปี ที่ "แอร์พอร์ตลิงค์" วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างพญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิความคุ้นชินและความสะดวกสบาย
ที่ได้รับจากรถไฟฟ้าจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ของคนไทย แต่ยิ่งการจราจรบนถนนติดขัดมากเท่าไรคนไทยในเมืองก็จะ
ยิ่งเรียกร้องถามหาโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะประสิทธิภาพการขนส่งมวลชนกับ
เวลาเดินทางที่เที่ยงตรง น้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ถูกเผาผลาญอย่างสูญเปล่าประกอบกับการไม่สร้างมลพิษแก่เมืองคือ
คำตอบสำหรับโจทย์ทุกข้อ แต่เพราะการก่อสร้างรถไฟฟ้าต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและเวลาดำเนินการที่ยาวนาน
ดังนั้นในช่วง 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ (หากอยู่ครบเทอม )ซึ่งพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลหาเสียงเอาไว้มากใน
เรื่องโครงการรถไฟฟ้า เราจะได้เห็นใช้กันสักกี่สาย หรือจะต้องนั่งฝันหวานกันต่อไป
ย้อนอดีตเมกะโปรเจ็กต์
ย้อนไปไม่ไกลประมาณปี 2547 ซึ่งเป็นปีที่รถไฟฟ้าใต้ดินเปิดบริการสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็น
นายกรัฐมนตรีในนามพรรคไทยรักไทย ช่วงนั้นมีการประกาศจะสร้างรถไฟฟ้า 7 สาย ระยะทาง291 กิโลเมตร
มูลค่าการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาท ต่อมาปี 2548 ได้เพิ่มโครงการเป็น 10 สาย ระยะทาง 333 กิโลเมตรมูลค่า
โครงการกว่า 7แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นแผนการลงทุนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า"เมกะโปรเจ็กต์"แต่เพราะการเมือง
สะดุดในปี 2549 ด้วยการรัฐประหาร อันนำมาสู่สภาพประเทศไทยติดหล่มกีฬาสีถึง 5 ปีเต็มระบบขนส่งมวลชนที่
ควรจะเกิดแต่กลับไม่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปี 4 รัฐบาล จึงมีแค่ "แอร์พอร์ตลิงค์" ที่ล้มเหลวในเรื่องบริหารจัดการอย่าง
ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
การเมืองตัวปัญหา
อุปสรรคของโครงการรถไฟฟ้าซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั่นก็ข้อหนึ่งแต่ข้อสำคัญคือการเตะตัดขา
กันทางการเมือง จะด้วยเพราะเกรงอีกฝ่ายจะได้หน้าได้คะแนนนิยมหรือกันท่าขวางผลประโยชน์ที่อาจจะมีการ
กินตามน้ำหรือทวนน้ำจากนักการเมืองดังกรณีตัวอย่าง รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายสายสีลม จากตีนสะพาน
ตาก สินฝั่งกรุงเทพมหานครข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปฝั่งธนบุรีถึงวงเวียนใหญ่ระยะทางเพียง 2.2 กิโลเมตรแต่กว่าจะ
เปิดให้บริการกว่าที่ชาวบ้านจะได้ข้ามเจ้าพระยากันสะดวกสบายขึ้นทางกรุงเทพมหานครภายใต้กำกับของพรรค
ประชาธิปัตย์ก็ต้องออกแรงดึงแรงดันมากมายกับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่อยู่กันคนละขั้ว
ช่วงต่อมาในปี 2549 สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลขิงแก่ ได้มีการตัดลด
โครงการรถไฟฟ้าของรัฐบาลทักษิณเหลือเพียง 7 สายระยะทาง 301 กิโลเมตร มูลค่าโครงการกว่า 5 แสนล้านบาท
ครั้นปี 2551 พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งนายสมัครสุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้กลับมาเพิ่มเส้นทาง
รถไฟฟ้าเป็น 9 สาย ระยะทาง430 กิโลเมตร มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท
แต่ยังไม่ทันไรนายสมัครก็โดนสอยจากตำแหน่งด้วยข้อหาจัดรายการทีวีและสุดท้ายพรรคพลังประชาชนก็
ถูกยุบทิ้งทำให้เกิดการพลิกขั้วการเมืองเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ได้ประกาศเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้าเป็น 12 สาย
ระยะทาง 495 กิโลเมตรวงเงินลงทุนถึง 811,070 ล้านบาท แต่เวลา 2 ปีเศษของรัฐบาลชุดนี้ต้องหมดไปกับการไล่
ล่าอดีตนายกฯทักษิณและรบกับคนเสื้อแดงความฝันเรื่องรถไฟฟ้าจึงไม่ขยับแม้สักกิโลเมตรเดียว
เอกชนปั่นป่วน
สภาพการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ การเปลี่ยนรัฐบาล 4 ชุดในช่วง 5 ปี เปลี่ยนรัฐมนตรีคมนาคมอีกไม่รู้กี่คน
พอรัฐบาลใหม่มา รัฐมนตรีใหม่มาก็สั่งรื้อแผนรื้องบประมาณ ศึกษาความเหมาะสมใหม่ทำนองยุคใครยุคมันได้
สร้างความปั่นป่วนและความเสียหายแก่ภาคเอกชนอย่างมหาศาลโดยเฉพาะวงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะบาง
ทำเล เช่น ย่านบางใหญ่ บางบัวทองตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่เคยมีความคืบหน้าถึงขั้นรัฐบาลประกาศอนุมัติ
ให้ดำเนินการแล้วภาคเอกชนจึงตัดสินใจลงทุนซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการมีการขึ้นป้ายและลงโฆษณา
ประชาสัมพันธ์ ผู้บริโภคก็ตกลงใจทำสัญญาซื้อ-ขาย แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยนนโยบายสั่งยกเลิกกลางคัน
อย่างไรก็ตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ในที่สุดก็ได้เริ่มลงมือก่อสร้างหลังจากที่
ยืดเยื้อมานานข้ามปีขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากโดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการตามแผนที่กำหนดไว้ในปี
2557
ว่าไปแล้วในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โครงการรถไฟฟ้ามีความคืบหน้าไม่เกิน 5 เส้นทาง ส่วนใหญ่
เป็นเส้นทางที่ได้ประมูลหาผู้ก่อสร้างไปก่อนหน้านี้แล้วคือสายสีม่วง(บางใหญ่-บางซื่อ) อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
สายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน)อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงค์ (บางซื่อ-พญาไท) การออกแบบ
แล้วเสร็จแต่รอลุ้นอีไอเอช่วงสถานีสวนจิตรลดา สายสีเขียว (อ่อนนุชแบริ่ง) เตรียมเปิดให้บริการ 12 สิงหาคมนี้
สายสีน้ำเงิน(ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค)ที่อยู่ระหว่างการเข้าพื้นที่เริ่มก่อสร้าง
4 ปีจะทำได้จริงหรือ
มาถึงยุครัฐบาลเพื่อไทยที่อาศัยสโลแกน"ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ" ซึ่งหนึ่งในนโยบายหาเสียงคือจะนำ
โครงการรถไฟฟ้าในช่วงสมัยอดีตนายกฯทักษิณวางแผนไว้มาสานต่อให้สำเร็จพร้อมด้วยโครงการระบบขนส่ง
รูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า10 สายที่จะเก็บค่าโดยสาร20 บาทตลอดสายจะขยายแอร์พอร์ตลิงค์ไปถึง
จังหวัดฉะเชิงเทรา-พัทยาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวการสร้างรถไฟความเร็วสูงจาก กทม.ไปถึงเชียงใหม่
นครราชสีมา และหัวหินนั้น
เรื่องนี้เมื่อตรวจสอบกับนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและ
จราจร(สนข.)พบว่าสอดคล้องกับแผนที่วางไว้เพราะนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไปคนไทยจะเห็นการพัฒนา
โครงข่ายรถไฟฟ้ามากขึ้นโดยสืบเนื่องจากในปี 2552 ที่คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้อนุมัติ
แผนแม่บทรถไฟฟ้า 20 ปีจำนวน12 สาย ระยะทาง 495 กิโลเมตร วงเงินลงทุนสูงถึง 811,070 ล้านบาท
แผนโครงข่ายระยะเร่งรัด 5 ปีแรกที่คาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการภายในปี2557-2559 ประกอบไปด้วย สาย
สีเขียวเข้ม ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะทาง5.3 กิโลเมตร (กทม.ดูแล) สายสีเขียวอ่อน ช่วงถนนตากสิน-บางหว้า
ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร (กทม.ดูแล)สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทาง 15 กิโลเมตร(ร.ฟ.ท.ดูแล) สาย
สีม่วง ช่วงบางใหญ่บางซื่อ ระยะทาง 23 กิโลเมตร (รฟม.ดูแล)สายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์
รังสิต ระยะทาง36.3 กิโลเมตร(ร.ฟ.ท.ดูแล) ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง ระยะทาง 6.5กิโลเมตร(ร.ฟ.ท.ดูแล)สายสีแดง
อ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-หัวหมาก ระยะทาง 19 กิโลเมตร (ร.ฟ.ท.ดูแล) สายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่
ระยะทาง 11.4 กิโลเมตร(รฟม.ดูแล) และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทาง 12.8 กิโลเมตร(รฟม.ดูแล)
สำหรับโครงการที่มีความคืบหน้าได้แก่ รถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นได้ใหม่ในขั้นตอนดำเนินการโดยเฉพาะการ
ประกวดราคาเพื่อนำไปสู่การก่อสร้าง เช่น สีเขียวส่วนต่อขยายโซนเหนือช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ใกล้จะเปิดขาย
ซองประกวดราคา ขณะนี้รอเพียงการอนุมัติผลกระทบสิ่งแวดล้อมช่วงการปรับเปลี่ยนสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ
พื้นที่วงเวียนหลักสี่เท่านั้น กรณีของสายสีเขียวส่วนใต้ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือก
ผู้รับเหมาสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี ขณะนี้ได้ตัวผู้ออกแบบรายละเอียดเรียบร้อยแล้วเตรียมเปิดการประกวด
ราคาต่อไป สายสีส้มตลิ่งชัน-มีนบุรีอยู่ระหว่างการคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดคาดว่าจะแล้ว
เสร็จในเดือนกันยายนนี้ เช่นเดียวกับสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรงได้เตรียมนำมาเร่งผลักดันเพื่อให้เชื่อมต่อ
จากลาดพร้าว-แอร์พอร์ตลิงค์ช่วงถนนศรีนครินทร์ได้ก่อน
ไฮสปีดเทรน
ทางด้านรถไฟฟ้าความเร็วสูง5 เส้นทาง คือ กทม.-เชียงใหม่, กทม.-ปาดังเบซาร์,กทม.-อุบลราชธานี, กทม.-
ระยอง,และกทม.-หนองคาย ซึ่งจะเชื่อมต่อไปถึงประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและจีนนั้น
ขณะนี้ออกแบบเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยกรณีของเส้นทางจีน-สปป.ลาวนั้นปัจจุบันรอจีนพิจารณาบันทึก
ความร่วมมือหรือเอ็มโอยูเท่านั้น ในกรณีของรถไฟรางคู่5เส้นทางเชื่อมระหว่างเมืองสำคัญๆ ในภูมิภาคกับกทม.
ซึ่ง2 เส้นทางที่ สนข.รับผิดชอบขณะนี้อยู่ระหว่างการว่าจ้างออกแบบรายละเอียดส่วนอีก3เส้นทางที่ร.ฟ.ท.
รับผิดชอบต้องขออนุมัติงบประมาณจำนวน 355 ล้านบาทจากรัฐบาลเพื่อไทยเพื่อว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการ
ออกแบบรายละเอียดต่อไป
การที่พรรคเพื่อไทยชูนโยบาย"แก้ไข ไม่แก้แค้น" ซึ่งหมายถึงการแก้ไขปัญหาหลักของชาติ แก้ปัญหาความ
ขัดแย้งแตกแยกในสังคมด้วยการสร้างความปรองดอง เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะไม่นำเรื่องส่วนตัวมาแก้แค้นคู่
แข่งขันทางการเมือง คือเรื่องที่ประชาชนจะจับตาตรวจสอบแต่สำหรับโครงการรถไฟฟ้าที่ประชาชนตั้งตารอนั้น
ชาวบ้านหวังว่ารัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่จะ"ไม่แก้ไขไม่รื้อแผน ไม่ศึกษาใหม่"ซึ่งจะเป็นการย่ำอยู่
กับ ที่ให้เสียเวลาเพราะประเทศไทยเสียเวลามามากพอแล้วและยังมีระยะทางข้างหน้ารออยู่อีกยาวไกล