“เงินดาวน์” ไม่ใช่ “เงินมัดจำ” ริบไม่ได้แต่ลดได้

เรื่องเกี่ยวกับ “เงินดาวน์” และ “เงินมัดจำ” ผมว่าคนซื้อบ้านหลายๆ คนยังไม่เคลียร์ และประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือความเข้าใจที่ว่า ถ้าเราผิดนัดสัญญาเราจะถูกริบเงินดาวน์ทั้งหมดที่จ่ายไป ในวันนี้ผมจะแยกแยะประเภทเงินต่างๆ ที่ท่านได้จ่ายให้กับโครงการให้ท่านได้เห็นความแตกต่างกันนะครับ เพราะเรื่องนี้มีผลแตกต่างกันมากทีเดียวเมื่อเป็นคดีสู่ศาล>

เงินจอง เป็นเงินที่เราวางไว้ก่อนแล้วนัดมาทำสัญญากันในภายหลัง เรียกว่าเงินจอง เงินนี้เป็นเงินที่มีการชำระกันก่อนเกิดสัญญาเป็นประกันว่าจะมีการทำสัญญากันในอนาคตนั่นเอง เรียกว่าเงินมัดจำ หากผู้วางเงินผิดนัดไม่มาทำสัญญาตามที่ตกลงกันก็ริบได้ทั้งหมด แต่กรณีผู้ขายไม่ยอมทำสัญญาก็เรียกคืนได้ทั้งหมดพร้อมค่าเสียหาย

เงินดาวน์ เมื่อทำสัญญาจะซื้อจะขายกันแล้ว มีการผ่อนชำระเงินก่อนไปโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะชำระโดยวิธีการอย่างไร เงินประเภทนี้เรียกว่าเงินดาวน์ เงินดาวน์เป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ก็เป็นเงินก้อนสุดท้าย ตรงนี้เราก็อาจไปกู้จากธนาคารมาชำระแทนแล้วผ่อนกับธนาคารตามสัญญา เป็นการเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อนนั่นเอง

มีคดีๆ หนึ่งผู้ซื้อได้วางเงินในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเลยโดยไม่มีการวางมัดจำ หลังจากทำสัญญาก็ยังผ่อนชำระต่อไปอีกถึง 10 งวด ต่อมาผู้ซื้อผิดสัญญาผู้ขายจะริบทั้งหมดเพราะทำสัญญาให้ริบได้ ศาลพิพากษาว่าเป็นเงินดาวน์ริบทั้งหมดไม่ได้ และสัญญาให้ริบเป็นเรื่องของค่าปรับในกรณีผิดสัญญา ศาลมีอำนาจลดลงให้เหมาะสมกับความเสียหายได้ดังนี้ครับ

“แม้โจทก์จะได้วางเงินจำนวน 55,000 บาทในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินก็ตาม แต่เงินจำนวนดังกล่าวนี้ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นเงินมัดจำไปเสียทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่กรณีเป็นสำคัญ เมื่อเจตนาของโจทก์และจำเลยปรากฏชัดแจ้งอยู่ในสัญญาแล้วว่าให้ถือเป็นเงินดาวน์ จึงต้องถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์ ส่วนเงินดาวน์ที่โจทก์ผ่อนชำระไปแล้วอีก 10 งวด จำนวน 87,000 บาทนั้นยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เงินมัดจำ เพราะเป็นเงินที่ผ่อนชำระกันหลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพร้อมที่ดินแล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ผิดสัญญาจำเลยจะริบเงินเหล่านี้โดยอ้างว่าเป็นเงินมัดจำที่อาจริบตามกฎหมายไม่ได้

“สัญญาจะซื้อจะขายข้อ 9 ระบุว่าหากโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามที่ระบุในสัญญา ให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและยินยอมให้จำเลยริบเงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมด กับให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว ดังนั้นเมื่อโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ผลคือสัญญาเลิกกัน เงินที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยดังกล่าวเพื่อชำระหนี้บางส่วนย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืน เพื่อให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แม้เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันให้ริบโดยไม่ต้องใช้คืนเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมข้อตกลงให้ริบดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 และเบี้ยปรับนี้ถ้าสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ ส่วนที่ตกลงกันไว้ในตอนท้ายของสัญญาข้อ 9 อีกว่าหากโจทก์ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาอีก จะยอมชำระค่าปรับให้แก่จำเลยผู้จะขายต่างหากเป็นเงินครั้งละ 10,000 บาทก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกัน แต่ที่กำหนดไว้ในสัญญาให้เรียกได้อีกนั้นเป็นการซ้ำซ้อน จึงไม่กำหนดเบี้ยปรับให้แก่จำเลยอีก”

จึงสรุปได้ว่า เงินดาวน์แม้จะระบุไว้ในสัญญาให้ริบได้ทั้งหมดเมื่อผิดสัญญาผ่อนชำระก็ถือเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงให้เหมาะสมได้ แต่จะริบทั้งหมดไม่ได้ สวัสดีครับ

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง