ตามที่สมาคมอาคารชุดไทยเรียกร้องให้กรุงเทพมหานคร(กทม.)ผ่อนปรน ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.
(ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) ให้ยึดข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมืองฉบับเก่าปี 2549-2553 ที่หมดอายุลง
และอยู่ระหว่างต่ออายุ พัฒนาอาคารชุดในซอยที่มีเขตทางต่ำสุด 6 เมตร สร้างสูงไม่เกิน 23 เมตรหรือ 8 ชั้น โดย
อิงกับพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ควบคุมอาคารพ.ศ. 2522แต่กทม.ยืนยัน ไม่สามารถปรับแก้ได้ เนื่องจากในซอยคับ
แคบหากมีโครงการใหญ่คนอาศัยมากจะเกิดผลกระทบตามมา อย่างจราจรติดขัด ไฟไหม้ น้ำท่วม บริการสาธารณะ
ไม่สามารถเข้าถึง พร้อมกันนี้ได้เข้าร้องเรียนต่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1)
และส่งเรื่องให้หารือกับกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อหาทางออกดังกล่าว
ต่อเรื่องนี้ นายเชตวัน อนันตสมบูรณ์รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผย
"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับใหม่ ตามปกติแล้วกทม.ในฐานะหน่วยงานส่วนท้องถิ่น
ยกร่างขึ้นเอง บนพื้นฐานข้อเท็จจริง อาทิ จำนวนประชาชน ขีดความสามารถสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ
ที่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี กรมโยธาธิการฯเห็นด้วยกับกทม.ที่ออกข้อกำหนดควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินใน
การพัฒนาอาคารอยู่อาศัยรวม ที่มีคนอยู่อาศัยรวมกันจำนวนมาก อาทิ อาคารชุดหอพัก อพาร์ตเมนต์ โรงแรม ใน
ซอยแคบทั้งนี้ประเมินว่าจะช่วยให้มีพื้นที่ว่างไม่แออัด และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับรถติด ไฟไหม้ ตึกถล่มทับบ้าน
ข้างเคียง ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที ดังภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
ทั้งนี้หากซอยแคบมาก เช่นสุขุมวิท ที่สภาพการจราจรหนาแน่นอยู่แล้วหากในซอยเพิ่มโครงการใหญ่ๆ อีกหลาย
แห่ง และมีประชากรนับพันคนมากระจุกรวมกัน จะยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นแย่ลงไปด้วย
"ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าราคาที่ดินในกรุงเทพฯแพงแต่ละคืบมีราคาต้องพัฒนาให้คุ้มและ
ยิ่งมีรถไฟฟ้า ยิ่งสะดวกสบายแต่หลายคนลืมนึกไปว่า ถ้าไฟไหม้ ตึกถล่มขึ้นมา จะทำอย่างไรซอยก็แคบเจ้าหน้าที่
เข้าไม่ถึงพื้นที่"
รองอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ยอมรับว่าปัจจุบันมีการปล่อยให้พัฒนาจนเต็มพื้นที่ยิ่งปล่อยให้พัฒนามากโดย
ไม่มีขีดจำกัดผลที่ตามมา ก็คือปัญหาสังคมและสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ เช่น ประปาที่หล่อเลี้ยงประชาชนใน
พื้นที่นั้นๆ และเต็มพื้นที่10 ล้านคน แต่หากเปิดให้คนเข้ามาอยู่รวมกันเพิ่มขึ้น น้ำประปาจะไม่เพียงพอ ถนนสร้าง
รองรับไม่ทัน
อย่างไรก็ดี ก็เห็นใจผู้ประกอบการแต่ก็ต้องเข้าใจหน่วยงานภาครัฐด้วย แต่จะให้คำแนะนำเพื่อผ่อนคลาย
กฎข้อบังคับได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกทม.ว่า จะเห็นด้วยหรือไม่ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วกรมโยธาธิการฯเป็นหน่วยงานใน
ฐานะพี่เลี้ยง คอยให้คำแนะนำ ไม่สามารถก้าวก่ายหน่วยงานปฏิบัติได้ เนื่องจากท้องถิ่นจะเป็นผู้รู้ดีที่สุดเกี่ยวกับ
พื้นฐานข้อมูลตามหลักวิชาการ
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนสามารถฟ้องร้องหน่วยงานรัฐได้ หากมองว่าผังเมืองบีบบังคับมากเกินไปแม้มี
ที่ดินในมือ แต่ก็ไม่สามารถพัฒนาได้หรือพัฒนาได้น้อย ขณะเดียวกัน กฎหมายผังเมืองก็สามารถรอนสิทธิ์
เจ้าของที่ดินได้เช่นกันเนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และรัฐธรรมนูญปี2550 ปัจจุบันได้ให้อำนาจผัง
เมืองสามารถออกข้อกำหนดข้อบังคับรอนสิทธิ์กับเจ้าของที่ดินได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ต้องการให้เกิดความเสียหาย
แออัดการพัฒนาไม่สอดคล้องตามหลักวิชาการ
แม้ว่าเอกชนจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง แต่เชื่อว่า สำนักผังเมืองกทม. มีสิทธิ์ชนะคดี เพราะสามารถชี้แจง
เหตุผลของการควบคุมที่ว่า ห้ามสร้างอาคารอยู่อาศัยรวมสูงใหญ่ในซอยแคบ เพื่อป้องกันไฟไหม้ น้ำท่วม
ขวางทางน้ำ ตึกถล่มทับบ้านเรือนผู้อื่น ที่สำคัญถนนกว้างไม่เพียงพอ น้ำประปาไม่สัมพันธ์กัน ฯลฯ เป็นเหตุให้
รถดับเพลิงรถบรรเทาสาธารณภัยเข้าไม่สะดวก เท่านี้ เอกชนก็ไม่สามารถสู้คดีได้
"โดยหลัก กฎหมายผังเมืองสามารถรอนสิทธิ์ได้ทุกเรื่องเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจ กรมโยธาฯ
เอง สามารถช่วยชี้แนะกทม. และเอกชนเพื่อหาทางออกตรงกลางได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับ คณะกรรมาธิการผังเมืองที่
มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานว่าจะเอาด้วยหรือไม่"
ตามหลักวิชาการ ที่จะพิจารณาว่าแต่ละพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ได้มากน้อยแค่ไหน ต้องดูองค์ประกอบคือ1.
ประชากร กทม.มีเท่าไหร่มีการขยายตัวมากน้อยแค่ไหนไม่ใช่ปล่อยให้เมืองขยายตัวแบบไม่มีที่สิ้นสุด2. ต้อง
สอดคล้องกับสาธารณูปโภคในภาพรวม เช่น ถนนไฟฟ้าประปา เมื่อเทียบกับปริมาณประชากร เช่นปัจจุบัน
ประชากรในกทม. มี 10 ล้านคน แต่ถนนกลับไม่พอกับปริมาณจราจร ถนนเล็ก สร้างตึกใหญ่มากขึ้น คนมากขึ้น
ซึ่งต้องยอมรับว่า กทม.จะต้องกำหนดปริมาณของคนที่จะเข้ามาอยู่ว่ามีเพดานเท่าไหร่ หากมากแล้วต้องกระจาย
ออกนอกเมือง
"ผลิตน้ำ10 ล้านคน บริการคนเท่าไหร่ ถนนกว้าง 16 เมตร ท่อประปา 1 เมตรคนอยู่มาก ทำท่อ 2 เมตรไม่มี
ที่จะขยายจะทำอย่างไร ที่ผ่านมา บ้านเมืองเราประชาธิปไตยมากเกินไป ขณะนี้พม่าเปิดประเทศแล้ว ย้ายเมือง
หลวงใหม่และมีการวางผังเมืองที่ดี เพื่อให้คนและสาธารณูปโภคสอดรับกัน"
ม.ร.ว. เปรมศิริ เกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม.กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการผ่อนปรนการพัฒนา
ที่ดินในซอยโดยใช้ข้อกำหนดเดิมของผังเมืองรวมกทม.เก่า ซึ่งจะอิงกับกฎหมายควบคุมอาคารแต่ต่อไปในผังใหม่
จะมีข้อกำหนดคุมทั้งหมด โดยจะไม่นำกฎหมายควบคุมอาคารมาเกี่ยวข้องเพราะสามารถนำไปเป็นช่องทางการ
พัฒนาตึกสูงใหญ่ในซอยจนเกิดผลกระทบตามมา
ด้านนายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่าในเร็วๆนี้จะเข้าพบ นายเชตวัน อนันต
สมบูรณ์รองอธิบดีกรมโยธาฯ ตามที่ มท.1 แนะนำเพื่อหารือ เกี่ยวกับการผ่อนปรนผังเมืองรวมกทม.ใหม่ใน
ประเด็น สร้างอาคารชุดโรงแรม อพาร์ตเมนต์ หอพัก สูง ไม่เกิน23 เมตร หรือ 8 ชั้นในซอยขั้นต่ำ 6เมตรโดยอิงกับ
กฎหมายควบคุมอาคารได้ หรือใช้ข้อกำหนดเดิม ตามผังเมืองรวมกทม.ปี2549-2553
ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางได้มีโอกาสซื้อที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งงานในราคาถูก
ไม่เช่นนั้นต้องเช่าหอพักในเมืองหรืออพยพไปอยู่ชานเมืองแทน ซึ่งถือว่าเป็นการรอนสิทธิ์ประชาชนและ
ผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดีหากไม่ปรับปรุงแก้ไข สมาคมจะร้องนายกรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป
"อยากให้ปรับไปใช้ข้อกำหนดผังเมืองรวมฉบับเก่ามองว่าเหมาะสมแล้วโดยใช้กฎหมายคุมอาคารที่กำหนด
ขนาดถนน ที่จะใช้สร้างอาคารและไม่ต้องการให้ผังเมืองเข้าไปทับซ้อนอำนาจของกฎหมายควบคุมอาคารที่
กำหนดขนาดถนน ขนาดอาคาร ความสูงชัดเจนอยู่แล้ว"นายธำรงกล่าว