จากกรณีแผ่นดินไหวรุนแรงที่ประเทศอินโดนีเซีย และจังหวัดภูเก็ตของไทยส่งผลให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา
หลายครั้ง และประเมินว่าอนาคตอาจจะเกิดซ้ำขึ้นอีก เรื่องนี้สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านที่อาศัยบนอาคารสูง
และแนวราบทั่วประเทศ โดยเฉพาะอาคารสูงและแนวราบแถบภาคใต้
ล่าสุด นายอุดม พัวสกุล อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่าขณะนี้กรมอยู่ระหว่าง
ยกร่างกฎกระทรวงมหาดไทย กำหนดให้พื้นที่ 7 จังหวัด ฝั่งอันดามันและอ่าวไทยทางภาคใต้ของประเทศ ที่
ประกอบด้วย กระบี่ ชุมพร พังงาภูเก็ต ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี สำหรับอาคารสูงเกิน 15 เมตรขึ้นไป
อาคารชุมนุมคนและอาคารสาธารณะ ฯลฯจะต้องคำนวณออกแบบอาคารให้รับแรงแผ่นดินไหวเหมือน9 จังหวัด
ทางภาคเหนือภาคตะวันตกอย่างจังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมกันนี้ ได้เลื่อน
ระดับความรุนแรงของ7 จังหวัดภาคใต้ ดังกล่าว จากบริเวณที่ 3 หรือ บริเวณเฝ้าระวัง ที่ไม่ต้องเพิ่มต้นทุน
ออกแบบอาคารเพื่อรับแรงแผ่นดินไหว มาเป็นบริเวณที่ 1 (ดินอ่อน) หรือ บริเวณที่2 (ใกล้รอยเลื่อน)แทนทั้งนี้
เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าของอาคาร ขณะเดียวได้มอบให้ท้องถิ่น 22 จังหวัด
พื้นที่เสี่ยงตรวจสอบอาคารอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมืองกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จังหวัดภูเก็ต
กรมได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในอาคารจึงเลื่อนระดับความรุนแรงขึ้นมาเป็นโซน2 หรือ บริเวณที่2 คือ บริเวณ
ใกล้รอยเลื่อนเท่ากับจังหวัดภาคเหนือและกาญจนบุรีทั้งนี้เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตเกิดแผ่นดินไหวถี่มากขึ้น และอยู่
ใกล้รอยเลื่อนที่มีพลังอาทิ รอยเลื่อนมะลุ่ย จากที่ผ่านมา ภาคใต้ มักได้รับผลกระทบจากประเทศรอบข้างอาทิ
อินโดนีเซีย
โดยร่างกฎกระทรวง ดังกล่าว จะครอบคลุมเฉพาะ7 จังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งจะออกเพิ่มเติมจากกฎกระทรวง
กำหนดการรับน้ำหนักความต้านทานความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทาน
แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ที่มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีที่ผ่านมา
7 จังหวัดภาคใต้ ถูกกำหนดให้อยู่ในกลุ่มแค่เฝ้าระวัง โดยสามารถสร้างอาคารได้ตามปกติโดยไม่ต้องเพิ่ม
โครงสร้างรับแรงแผ่นดินไหวเหมือนพื้นที่เสี่ยงอย่าง 5 จังหวัดคือกรุงเทพฯปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และ
สมุทรสาคร ที่อยู่บริเวณที่ 1 (ดินอ่อน) และ บริเวณที่ 2 (ใกล้รอยเลื่อน) 10จังหวัด คือ กาญจนบุรี เชียงราย
เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอนลำปาง และลำพูน หรือแค่เสริมเหล็กให้แข็งแรงบริเวณข้อต่อของ
โครงสร้างเท่านั้น แต่ต่อไปนี้ ไม่สามารถผ่อนผันได้เช่น อาคารสูงเกิน 15 ชั้นขึ้นไป สถานีดับเพลิง อาคารศูนย์
บรรเทาสาธารณภัยอาคารศูนย์สื่อสาร โรงไฟฟ้า โรงผลิตและเก็บน้ำประปา สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนอาคารที่มีผู้ใช้
ตั้งแต่5,000 คนขึ้นไปสะพานหรือทางยกระดับ เขื่อนที่มีความสูงตั้งแต่10 เมตรขึ้นไปโดยในบริเวณเฝ้าระวัง และ
บริเวณที่ 1 จะกำหนดอาคารบางประเภทให้ใช้บังคับเฉพาะบางขนาดเท่านั้น เช่น อาคารสาธารณะที่มีผู้ใช้อาคาร
ตั้งแต่ 300 คนขึ้นไป สถานศึกษาที่รับนักเรียนตั้งแต่ 250 คนขึ้นไป สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
อย่างไรก็ดี อาคารดังกล่าวจะมีต้นทุนเพิ่ม เพียง 1% จาก ค่าก่อสร้างทั้งหมดโดยจะต้องให้วิศวกรคำนวณ
แบบก่อสร้างโครงสร้างอาคาร ให้มั่นคงแข็งแรงมากขึ้นเช่น ข้อต่อ เสา คาน ฐานรากทั้งนี้อาคารจะต้องออกแบบ
ให้มีฐานที่กว้างสมรูป เป็นทรงตรงไม่สูงชะลูด เว้าโค้ง บอบบาง ไม่มีช่องปิด หรือเป็นกระจกเสียส่วนใหญ่
และหากต้องการสร้างอาคารที่มีรูปทรงโค้งเว้าไม่สมรูปจะต้องมีวิศวกรชั้นวุฒิเซ็นรับรองความปลอดภัย เป็นต้น
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ขณะนี้เป็นแค่ช่วงเริ่มต้น ซึ่งการยกร่างกฎกระทรวงควบคุมพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ จะ
ใช้เวลานาน 1-2 ปี กว่าจะมีผลบังคับใช้ เชื่อว่าผู้ประกอบการ อาจใช้จังหวะนี้ก่อสร้างอาคารสูงเกิน15 เมตร อาทิ
คอนโดมิเนียมโรงแรม ฯลฯ ในพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน ออกแบบโครงสร้างอาคารเผื่อรับแรง
ต้านทานแผ่นดินไหวเพราะกฎหมายไม่มีผลย้อนหลังแต่หากต้องการเรียกลูกค้าหรือการสร้างความมั่นใจให้กับ
ลูกค้าก็สามารถนำการออกแบบรับแรงดังกล่าวมาเป็นจุดขายได้เพราะต้นทุนเพิ่มไม่มาก ที่สำคัญทรัพย์สินไม่
เสียหายเชื่อว่าเอกชนน่าจะให้ความสนใจเพราะอนาคตภัยพิบัติทางธรรมชาติ มักเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
นอกจากนี้ สำหรับอาคารเก่า กรมได้ออกกฎกระทรวง ให้อาคารเก่าทั่วประเทศ ที่สร้างก่อนปี 2550 หรือที่
กฎกระทรวงมหาดไทย ออกแบบรับแรงต้านทานแผ่นดินไหวมีผลบังคับใช้ซึ่งจะรวมทั้งอาคารที่มีความสูงต่ำกว่า
15 เมตรและแนวราบด้วยให้สามารถนำแบบที่มีอยู่เดิมยื่นขออนุญาตเสริมความมั่นคงแข็งแรงต้านทาน
แผ่นดินไหวได้ทันทีแต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่ดัดแปลงให้ต่างไปจากของเดิมหรือมีความสูงความกว้างมากไป
กว่าเดิมทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยเพราะอาคารเก่ามีความเสี่ยงพอสมควรส่วนการเกิดรอยร้าวอาจเป็นไปได้หากมี
การลดสเปกหรือการก่อสร้างดัดแปลงผิดไปจากแบบ
อย่างไรก็ดี ร่างกฎกระทรวงดัดแปลงอาคารเก่าให้สามารถยื่นแบบเพิ่มแรงต้านทานแผ่นดินไหวนั้น ขณะนี้
อยู่ในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา และต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้