เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 3 พ.ค. 55 ที่โรงแรมอิสตินแกรนด์ สาทร ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการระบบ
ขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ระหว่างบริษัท กรุงเทพธนาคม (เคที) และบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ในวงเงิน 190,054.8 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี ในการบริหารการเดินรถส่วนต่อขยาย
อ่อนนุช-แบริ่ง ส่วนต่อขยายตากสิน-วงเวียนใหญ่ ระยะเวลา 30 ปี และต่อสัญญาโครงสร้างบีทีเอสตามสัญญา
สัมปทานเดิม (หมอชิต-อ่อนนุชและสนามกีฬาฯ-สะพานตากสิน 23 กิโลเมตร) ที่จะสิ้นสุดในปี 2572 โดยจ้าง
บริหารต่ออีก 13 ปี และ ส่วนต่อขยายจากวงเวียนใหญ่-บางหว้า (เพชรเกษม ที่กำลังจะเปิดให้บริการปี 2555อีก 30
ปี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า การลงนามสัญญาครั้งนี้เป็นการจ้างบริหารระยะยาว ไม่ใช่การขยายสัมปทาน ซึ่ง
กทม.จะได้รายได้ถึง 3 แสนล้านบาท หลังจากที่สัมปทานของเส้นทางเดิมสิ้นสุดที่ทรัพย์สินจะเป็นของ กทม.และ
มีรายได้จากค่าโดยสารทั้งหมด ซึ่งจะมีผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอีกมาก เฉพาะเส้นทางที่ขยายไปบางหว้าจะมีผู้โดยสาร
เพิ่มขึ้นถึง 500,000 คนต่อวัน ในขณะที่บีทีเอสก็มีหลักประกันสัญญาระยะยาวที่จะไปลงทุนเกี่ยวกับระบบรถ
เพิ่มขึ้น โดยการลงนามจ้าง 30 ปี ในวงเงิน 1.9 แสนล้านบาท ไม่สูง เพราะหากเปิดประกวดราคาให้มีการยื่น
ข้อเสนอบริหารเดินรถใหม่ เชื่อว่าข้อเสนอ จะต้องสูงกว่าที่ตกลงว่าจ้างบีทีเอสแน่นอน เพราะผู้เดินรถรายใหม่
ต้องมีการลงทุนมากกว่าบีทีเอส และการลงนามครั้งนี้ กทม.เป็นผู้กำหนดอัตราค่าโดยสารซึ่ง ผู้ว่าฯ กทม.มาจาก
การเลือกตั้ง คงไม่ยอมให้มีการเก็บค่าโดยสารแพงแน่นอน และตนไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่บอกว่าเก็บค่าโดยสาร
15 บาทตลอดสายซึ่งไม่ใช่การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะรัฐจะต้องใช้เงินเข้าไปอุดหนุนอีกมหาศาล ซึ่งก็จะ
กลายเป็นเจ๊งกันไปหมด แต่การดำเนินการของ กทม.จะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ได้ใช้เวลาพิจารณานานมาก
และเป็นข้อสรุปร่วมกันว่าแนวทางนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใด
กทม.จะต้องรีบเซ็นสัญญา กับบีทีเอส ทั้งที่ สัมปทานยังเหลือเวลาอีก 17 ปี ซึ่งเท่ากับว่าบีทีเอสได้ต่อสัญญา
ออกไปอีก 13 ปีเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง หากจะมีการจ้างเฉพาะส่วนต่อขยายอื่น ให้ครบเท่าเวลาสัมปทานของส่วน
แรกที่เหลืออยู่ และเมื่อครบปีที่ 18 กทม.ก็เปิดให้ยื่นข้อเสนอจ้างเดินรถทุกโครงข่ายของ กทม.เป็นสัญญาเดียว ก็
ได้ ซึ่งมีผู้เดินรถที่มีอยู่หลายราย ซึ่งจะมีการแข่งขันและจะ
เปลี่ยนวัสดุซ่อมผิวถนนกันทรุได้ราคาที่ถูกกว่านี้ ซึ่ง กทม.จะรู้ได้อย่างไรว่าในตอนนั้นจะไม่มีใครเสนอ
ราคาที่ถูกกว่าที่จ้างบีทีเอสตอนนี้ และรถไฟฟ้าไม่ได้มีแค่นี้จะมีสายสีม่วง สีชมพู สีน้ำเงิน และที่สำคัญตั้งแต่เริ่มมี
การให้สัมปทานบีทีเอสตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง กทม.ทำสัญญากับบีทีเอสโดยรับมอบอำนาจจากกระทรวงมหาดไทย
การลงนามครั้งนี้ กทม.ได้หารือกับมหาดไทยแล้วหรือยัง นอกจากนี้ตามมติ คจร.เมื่อปี 34 หรือ 35 ระบบรถไฟฟ้า
ที่ กทม.รับผิดชอบทั้งหมดจะต้องมอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บีทีเอสวันนี้เป็น
ของประเทศไทย ไม่ใช่ของพรรคการเมือง ตนไม่ทราบว่ามีเหตุผลอะไรจึงเร่งรีบเซ็นสัญญาในตอนนี้
ด้านนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า การดำเนินการของ กทม.เป็นแนวทางที่ดีที่สุดใน
การบริหารทรัพย์สินของ กทม. ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย กทม.ออกข้อบัญญัติรองรับเรื่องนี้ 4 ฉบับ หากจะไปรอ
อนาคตอีก 17 ปีค่อยมีการเจรจาหรือเปิดประกวดราคา ค่าบริหารจัดการจะต้องสูงกว่าตอนนี้แน่นอน เพราะ
เอกชนต้องคิดต้นทุนในการบริหารจากค่าเสื่อมราคาต่าง ๆ แนวทางนี้นอกจากจะป้องกันทรัพย์สิน กทม.แล้ว ยัง
ทำให้เกิดรายได้กลับมาที่ กทม.ด้วย ถ้ารัฐบาลและนักกฎหมายเปิดใจให้กว้างรูปแบบนี้จะเป็นตัวอย่างการบริหาร
ระบบการเดินรถที่เกิดประโยชน์ที่สุด และหากรัฐบาลจะยึดไปบริหาร ก็ต้องมีการตกลงจ่ายค่าทรัพย์สินกับ กทม.
ในราคาที่เป็นธรรมด้วย.เปลี่ยนวัสดุซ่อมผิวถนนกันทรุด