"ประทีป ตั้งมติธรรม" ประธานกลุ่มศุภาลัย วันนี้สวมหมวก คนละใบในฐานะรองประธานคนที่ 1 คณะทำงาน
โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และพลังงาน สภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหนังสือชี้แจงเพิ่มเติม 5
ข้อ ว่าด้วยเรื่อง "ผังเมืองกรุงเทพฯ : เมืองน่าอยู่" สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
1) ผังเมืองต่าง ๆ ที่ออกแบบให้ประชาชนทำงานในเมืองและเดินทาง 30-50 กม.เพื่อกลับไปอาศัยอยู่บ้านชานเมือง
เป็นสมัยนิยมในยุคน้ำมันรถยนต์ราคาถูกช่วงประมาณปี 2500-2520 ปัจจุบันยุคน้ำมันแพงจึงกลายเป็นแนวคิดผัง
เมืองย้อนยุคล้าสมัย ประกอบกับโครงการรถไฟฟ้าไปชานเมืองที่ล่าช้า ทำให้การเดินทางเข้าออกจากเมืองไปยัง
ชานเมืองของประชาชนยังคงใช้ถนนเป็นหลักและเพิ่มมากขึ้นทุกปี
ขณะเดียวกันผังเมืองกรุงเทพฯ (ฉบับร่าง) ที่ยังคงพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อยภายในเขตเมือง ทั้ง ๆ ที่ราคาที่ดิน
แพงขึ้นกว่า 10 เท่าตัว (จากปี 2520) จึงเป็นการกำหนดการใช้สอยพื้นที่ไม่เหมาะสม เป็นการผลักให้ประชาชน
ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อยต้องอพยพไปพักอาศัยในปริมณฑล โดยเฉพาะ จ.นนทบุรี-
ปทุมธานี ซึ่งราคาถูกกว่า แต่เป็นเขตเสี่ยงภัยต่ออุทกภัยมากกว่ากรุงเทพฯ
2) การจัดทำผังเมืองโดยศึกษาเปรียบเทียบความหนาแน่นกับเมืองขนาดกลางที่เล็กกว่ากรุงเทพฯมาก เช่น แวนคู
เวอร์ ประเทศแคนาดา, เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวมีความ
หนาแน่นน้อย หรือมีที่ดินมาก แต่มีคนอยู่อาศัยน้อย การศึกษาที่เหมาะสม จึงต้องเปรียบเทียบกรุงเทพฯ กับเมืองที่
มีขนาดและลักษณะใกล้เคียง เช่น ปักกิ่ง โซล โตเกียว ปารีส เป็นต้น ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวง ศูนย์กลางธุรกิจการค้า
และศิลปวัฒนธรรม เปรียบเทียบพบว่าปารีสมีความหนาแน่นถึงประมาณ 6 เท่าของกรุงเทพฯ เป็นต้น
3) การกำหนด FAR หรืออัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดินในผังเมืองกรุงเทพฯ (ฉบับร่าง) ไม่เหมาะสมกับ
ความกว้างของถนนและสาธารณูปโภคที่จะรองรับได้ อาทิ 3.1 กำหนด FAR 10 เท่า ในถนนที่เขตทางกว้างไม่ถึง
20 เมตร เช่น ถ.ทรัพย์ กว้างประมาณ 10 เมตร, ซอยศาลาแดง 11 เมตร, ถ.สี่พระยา 12 เมตร, ซอยสุขุมวิท 11 กว้าง
11 เมตร, ถ.สุรวงศ์ 16.6 เมตร ซึ่งสภาที่ปรึกษาฯเสนอให้ลด FAR เหลือ 8 เท่า
3.2 ในทางกลับกันกลับกำหนด FAR 2.5-5 เท่า ในถนนที่มีเขตทางกว้าง 20-45 เมตร ตัวอย่างถนนที่กำหนด FAR
2.5 เท่า เช่น ถ.อ่อนนุช กว้างประมาณ 25 เมตร (ศรีนครินทร์-วงแหวน), ถ.รามคำแหง 30 เมตร (โฮมโปร-ม.บัว
ขาว), ถ.เสรีไทย 20 เมตร (บึงการเคหะ-วงแหวน) ตัวอย่าง FAR 5 เท่า เช่น ถ.แจ้งวัฒนะ 45 เมตร เป็นต้น ซึ่งถนน
ต่าง ๆ ดังกล่าวมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นย่านพาณิชยกรรมและ ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก สะดวกเพราะมีรถขนส่ง
มวลชนหรือรถไฟฟ้าผ่าน ข้อเสนอคือให้เพิ่ม FAR อีก 1 เท่า เป็น 3.5-6 เท่า
3.3 บริเวณที่กำหนด FAR 6-7 เท่า เช่น ถ.เจริญนคร กว้างประมาณ 25 เมตร, ถ.ประชาชื่น 25 เมตร (บริเวณบาง
ซื่อ), ถ.วิภาวดีรังสิต 70 เมตร (ดินแดง), ถ.พระราม 6 กว้างประมาณ 60 เมตร, ถ.รัชดา-ท่าพระ 40 เมตร เป็นต้น
ข้อเสนอให้เพิ่มอีก 1 เท่า เป็น 7-8 เท่า เพราะมีศักยภาพเขตทางและสาธารณูปโภคเทียบเท่าหรือดีกว่าบริเวณที่ผัง
เมืองกำหนดไว้ให้เป็น FAR 8-10 เท่า
3.4 บริเวณที่กำหนด FAR 8 เท่า เช่น ถ.เอกมัย กว้างประมาณ 14 เมตร, ซอยสุขุมวิท 39 กว้าง 10 เมตร, ถ.เจริญรัถ
11 เมตร (ย่านวงเวียนใหญ่) เป็นต้น เห็นด้วยให้คง FAR 8 เท่า
3.5 บริเวณที่ผังเมืองเดิมกำหนด FAR 8 เท่า ในฉบับร่างถูกปรับลดเหลือ 7 เท่า เช่น ถ.พระราม 3 กว้าง 40-45
เมตร ขนานกับแม่น้ำ และมีเมล์ด่วน BRT ของ กทม.วิ่งผ่าน ถ้าใช้แนวคิดว่าที่ใดใกล้สถานีรถไฟฟ้าควรเพิ่ม FAR
ก็ควรจะต้องพิจารณาทำนองเดียวกับบริเวณที่ BRT วิ่งผ่านด้วย เพื่อให้ประชาชนจำนวนมากขึ้นได้ใช้ประโยชน์
และทำให้โครงการ BRT อยู่รอดได้
4) การกำหนดความกว้างเขตทางสำหรับอาคารประเภทต่าง ๆ ในฉบับร่างมีความไม่เหมาะสม อาทิ อาคารพัก
อาศัย 10,000 ตร.ม.ขึ้นไปในระยะ ย.5 และอาคารพาณิชยกรรมใน ย.7 ต้องสร้างในเขตทางที่กว้างถึง 30 เมตร แต่
ใน ย.9 ย.10 กลับให้เขตทางกว้างเพียง 10 เมตร เป็นต้น ทั้งนี้ แม้กรุงเทพมหานครอ้างว่าจะตัดถนนและขยายถนน
สายต่าง ๆ เพิ่ม แต่ก็ยังไม่มีงบประมาณสนับสนุน
สภาที่ปรึกษาฯมีความเห็นว่า เพื่อความเป็นธรรมและเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมใน
ปัจจุบัน ควรกำหนดขนาดอาคารตามบทบัญญัติในกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 พ.ศ. 2535 ซึ่งส่วนใหญ่เหมาะสมดี
แล้ว อาคารใหญ่พิเศษ 10,000-30,000 ตร.ม. ให้ก่อสร้างได้ในเขตทางไม่ต่ำกว่า 10 เมตร, อาคารใหญ่พิเศษตั้งแต่
30,000 ตร.ม.ขึ้นไป ให้ก่อสร้างได้ในเขตทางไม่ต่ำกว่า 18 เมตร ยกเว้นอาคารที่มีพื้นที่ 2,000-10,000 ตร.ม. ควร
ปรับความกว้างเขตทางจากเดิม 6 เมตร เป็น 8 เมตร
5) การเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวภายในเมืองได้ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการบังคับ กับส่งเสริมให้สร้าง
อาคารที่สูงขึ้น เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสีเขียวบนดินมากขึ้น ทำให้ระยะห่างและช่องว่างอาคารมากขึ้น ตัวอย่างใกล้ตัว
คือสิงคโปร์ ที่มีความหนาแน่นรวมในเขตเมืองสูงกว่ากรุงเทพฯ 1 เท่าตัว แต่มีพื้นที่โล่งสีเขียวมากกว่า จนได้ชื่อว่า
เป็นการ์เด้นซิตี้
ทั้งหมดนี้นำเรียนถึงผู้บริหาร กทม. "คุณชายหมู-ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการ กทม. "ดร.วัลลภ สุวรรณ
ดี" รองผู้ว่าฯ กทม. และ "ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์" ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม.