การตอบคำถามดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นผมมักจะตั้งเป็นคำถามต่อไปว่า การทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านั้นยากหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือ อาจจะง่ายสำหรับบางคนและยากสำหรับบางคน เพราะเหตุผลที่ว่าแต่ละคนนั้นมีความชำนาญและความสนใจที่แตกต่างกันโดยผมมักจะให้กำลังใจ ว่าเรื่องต่างๆ เหล่านี้
เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากเข้าใจได้ แล้วท่านที่สนใจการลงทุนทำไมจะไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ประกอบกับในชีวิตการทำงานประจำวันนั้นมีเรื่องยากๆ ตั้งหลากหลายมากมายที่เป็นเรื่องเชิงเทคนิคลึกซึ้งในวิชาชีพของท่านเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่คนอื่นอาจจะไม่สามารถ
เข้าใจได้ ท่านยังสามารถเข้าใจได้ นับประสาอะไรกับเรื่องที่เกี่ยวกับปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจลงทุน ใครๆ ก็เข้าใจได้ ทำไมท่านจะเข้าใจไม่ได้ *นึกย้อนกลับไปนานกว่า 10 ปีแล้ว ที่ผมยังอยู่ในช่วงไฟแรง จำได้ว่าเคยไปบรรยายเรื่องการลงทุนในจังหวัดแห่งหนึ่ง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษๆ หลังจากเสร็จสิ้นการบรรยาย ก็มีคุณป้าท่านหนึ่งเดินเข้ามาถามง่ายๆว่า ฟังมาตั้งนานแล้ว เอาอย่างนี้ดีกว่า บอกมาเลยว่าจะให้ซื้อหุ้นอะไร ผมก็นึกขำๆ ว่าอยากจะตอบไปอย่างที่ได้คุยไปในย่อหน้าก่อนหน้านี้ แต่หากตอบไปอย่างนั้นก็คงจะสร้างความรำคาญให้คุณป้า ท่านนั้น ก็เลยตอบเลี่ยงๆไปว่า ผมไม่สามารถให้คำแนะนำเฉพาะเจาะจงอย่างนั้นได้ เพราะผมไม่มีใบอนุญาตแนะนำการลงทุน ก็สังเกตว่าคุณป้าก็ไม่ค่อยจะพอใจที่เสียเวลามานั่งฟังตั้งนาน นึกว่าจะได้หุ้นเด็ด ก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือไป
เรื่องสูตรสำเร็จนี้ ผมสังเกตว่า เป็นสิ่งที่ปรารถนาของนักลงทุนรายย่อยทั่วไป ถ้าเวทีไหนโฆษณาว่าจะมีการบอกใบ้ว่าหุ้นเด็ดคือหุ้นอะไรบ้าง เวทีสัมมนานั้นก็จะมีนักลงทุนตรึมมารอคอยหุ้นเด็ดในตอนท้าย ของการสัมมนาซึ่งหุ้นเด็ดที่ว่านั้น สำหรับนักลงทุนบางคนก็เป็นหุ้นเด็ดจริงคือทำกำไรให้จริง แต่สำหรับบางคนก็เป็นหุ้นเด็ดจริงเหมือนกัน แต่เป็นหุ้นเด็ดชีพการลงทุน เพราะการรู้หุ้นเด็ดนั้น ต่อให้ถูกต้อง ก็เป็นเพียงองค์ประกอบแรกของความสำเร็จในการลงทุน ก็คือความสามารถในการเลือก (selectability) แต่ยังต้องประกอบกับความสามารถในการจับจังหวะตลาดด้วยครับ หรือที่เรียกว่า market timing
หนังสือหลายเล่ม พยายามให้สูตรสำเร็จในการจัด portfolio ของนักลงทุน โดยให้คำแนะนำ portfolio ที่เหมาะสมกับคนแต่ละช่วงอายุ ซึ่งหากคิดดีๆ ก็จะเห็นว่า การให้คำแนะนำเช่นนั้น เป็นการให้คำแนะนำเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะอย่างที่ผมได้เสนอความคิดในข้างต้นว่า อย่างน้อยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในการจัดportfolio ก็คงต้องมีเรื่องของระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนทนได้ซึ่งเป็นเรื่อง ส่วนตัวของนักลงทุน และพยายามวัดกันด้วยมาตรการ know yourself, know your client (KYC) โดยการวัดระดับความเสี่ยงที่ทนได้ของนักลงทุนนั้นอายุเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในหลายปัจจัยเท่านั้น ปัจจัยอื่นๆ อาจจะมีเรื่องความสามารถในการหารายได้ ภาวะการตัดสินใจ และอื่นๆ อีกหลายอย่างดังนั้น การใช้อายุเป็นปัจจัยหลักที่จะบอกว่าควรจะจัด portfolio อย่างไร อาจจะน้อย ไปสักนิดหนึ่ง
นอกเหนือจากปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวนักลงทุนในเรื่องระดับความเสี่ยงที่ทนได้แล้ว ก็คงจะต้องรู้ถึงวัตถุประสงค์ของการลงทุนด้วยในข้อนี้ ผมคิดในเชิงกว้างว่า วัตถุประสงค์ในการลงทุนหรือเก็งกำไร คือต้องตอบตัวเองในเบื้องต้นก่อนว่า ตั้งใจจะลงทุน หรือตั้งใจเก็งกำไร ความแตกต่างกันมีนิดเดียวเท่านั้นเองครับคือถ้าคิดว่าจะลงทุน ก็คงจะหมายถึงวัตถุประสงค์ เพื่ออะไรบางอย่างในอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดระยะเวลาการลงทุน และอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนด portfolio mix ที่เหมาะสม แต่ถ้าตอบตัวเองได้ว่า มีเงินเย็นก้อนหนึ่งและต้องการแสวงหาผลตอบแทน หรือต้องการทำกำไรเท่านั้น ก็ยอมรับตั้งแต่ต้นมือเลย ครับว่าต้องการเก็งกำไรนั่นเอง และต้องย้ำ กันอีกครั้งหนึ่งว่า การเก็งกำไรเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่ใช่สิ่งที่น่าอายจนไม่สามารถยอมรับได้ว่า ท่านเป็นนักเก็งกำไร
การตอบคำถาม 2 ข้อข้างต้น คือ เรื่องของตัวเองในระดับความทนได้ต่อความเสี่ยงกับเรื่องวัตถุประสงค์ในการลงทุน ก็จะนำมาสู่การเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุน (selecta bility)ซึ่งอาจจะเป็นหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หรือพันธบัตร จากนั้นก็ควรจะทำความเข้าใจติด ตามข่าวสารต่างๆเพื่อสามารถทำความเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมเพื่อรู้จังหวะเข้าออกซื้อขายสินทรัพย์ที่เลือกนั้น(market timing)
หลักการง่ายๆ เพียงแค่นี้ แต่เป็นหลักการสำคัญ เชื่อเถิดว่า สูตรสำเร็จ เพื่อความสำเร็จในโลกนี้ ไม่มีหรอก เพราะถ้ามีจริง ทุกคนก็คงจะประสบความสำเร็จกันหมดแล้ว
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย